พาเลท ลัง หรือกล่องแบบหมุนเวียนมักถูกเสนอว่าเป็นการประหยัด จ่ายแพงครั้งเดียวแล้วไม่ต้องซื้อกล่องกระดาษหรือพาเลทราคาถูกทุกเที่ยว ข้อนี้จริงก็ต่อเมื่อของนั้นกลับมา และกลับมาบ่อยพอ ราคาจ่ายตั้งแต่วันแรก แต่เงินที่ประหยัดได้มาทีละรอบ
เงินส่วนใหญ่ในระบบหมุนเวียนไม่ได้อยู่ที่ตัวลัง แต่อยู่ที่ว่าวงรอบต้องมีลังค้างอยู่กี่ใบ มีกี่ใบรั่วหายออกไป และต้องเสียเท่าไรในการขนลังเปล่ากลับ ทั้งสามเรื่องถูกกำหนดโดยนิสัยการทำงานที่ท่ารับสินค้าของลูกค้าและในลานของเราเอง และไม่มีเรื่องไหนปรากฏในใบสั่งซื้อ
บทความนี้พูดถึงวงรอบของอุปกรณ์ คือ พาเลท ลัง กล่อง แร็ก และถุงจัมโบ้ที่ตั้งใจให้กลับมา ส่วนสินค้าที่ลูกค้าปฏิเสธที่หน้าประตูเป็นอีกปัญหาหนึ่ง อ่านได้ที่ การส่งไม่สำเร็จมีต้นทุนจริงเท่าไร
วงรอบที่รั่วมีหน้าตาอย่างไร
สำนักโลจิสติกส์ของกระทรวงอุตสาหกรรมบันทึกกรณีหนึ่งของผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สองบริษัทขนข้าวถุงขนาด 5 กิโลกรัมในถุงจัมโบ้ขนาดใหญ่ ซึ่งควรถูกส่งคืนและนำกลับมาใช้ซ้ำ
วงรอบนี้มีปัญหาสามข้อ
- ใช้ถุงสองขนาด คือ 90 x 90 x 80 ซม. และ 90 x 90 x 100 ซม.
- ลูกค้าแต่ละรายรับจำนวนต่อถุงไม่เท่ากัน คือ 60 80 หรือ 120 ถุงเล็ก การนับ การสำรองถุง และการต่อรองราคาถุงจึงยากกว่าที่ควร
- ถุงมากกว่าครึ่งสูญหาย ไม่ได้ส่งคืน ชำรุด หรือปะปน กับของรายอื่น การซื้อถุงทดแทนมีต้นทุนอย่างน้อย 50,000 บาทต่อวัน ยังไม่นับค่าคัดแยกและคืนสภาพถุงที่กลับมา
ทางออกที่เสนอไม่ใช่ถุงที่ดีกว่า แต่เป็นถุงมาตรฐานแบบเดียว น้ำหนักบรรจุสูงสุด 600 กิโลกรัมแบบเดียว และกติกาการใช้ซ้ำชุดเดียว เหตุผลคือถุงแบบเดียวที่บรรจุแบบเดียว เป็นสิ่งที่ท่ารับสินค้านับได้
นี่คือบทเรียนที่ควรจำ วงรอบรั่วตรงที่ไม่มีใครนับได้ และจะไม่มีใครนับได้เมื่อลูกค้าแต่ละรายทำต่างกันไปเล็กน้อย
คำนวณจำนวนลังจากวงรอบ ไม่ใช่จากคำสั่งซื้อ
ความผิดพลาดแรกคือซื้อลังให้พอกับปริมาณส่งหนึ่งวัน ลังหนึ่งใบไม่ได้ถูกใช้วันละครั้ง แต่ถูกผูกไว้ตลอดเวลาที่มันเดินครบหนึ่งรอบ
งานวิจัยเรื่องบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ไทยให้หลักคิดไว้ จำนวนที่ต้องมีเท่ากับจำนวนที่ใช้สูงสุดในหนึ่งช่วงเวลา คูณจำนวนช่วงเวลาที่ลังค้างอยู่ในแต่ละจุดที่มันไปหยุด ปัดเศษขึ้น แล้วบวกจำนวนสำรองไว้สำหรับความเสียหายและความผันผวนของคำสั่งซื้อ
พูดง่าย ๆ คือ จำนวนลังในระบบ = จำนวนที่ส่งออกต่อวัน × จำนวนวันที่ใช้ครบหนึ่งรอบ
ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ตัวเลขสมมติ ผู้จัดจำหน่ายรายหนึ่งส่งลังพลาสติกออกวันละ 300 ใบ สัปดาห์ละหกวัน นับทุกจุดที่ลังไปหยุดเป็นวัน
| ลังอยู่ที่ไหน | วัน |
|---|---|
| บรรจุแล้ว รอขึ้นรถ | 1 |
| อยู่บนรถไปหาลูกค้า | 1 |
| อยู่ที่ลูกค้าจนรอบส่งถัดไปมารับ | 4 |
| อยู่บนรถขากลับ | 1 |
| คัดแยก ล้าง และกลับขึ้นชั้น | 1 |
| รวมหนึ่งรอบ | 8 |
จำนวนลังในระบบคือ 300 × 8 = 2,400 ใบ ก่อนบวกจำนวนสำรอง
ถ้าลูกค้าเก็บลังเปล่าไว้เก้าวันแทนสี่วัน เพราะรอบส่งที่นั่นลดเหลือสัปดาห์ละครั้ง หรือเพราะไม่มีใครทวง วงรอบจะกลายเป็น 13 วัน และต้องมีลัง 3,900 ใบ ทุกวันที่ลูกค้าเก็บลังเปล่าของเรานานขึ้น จะเพิ่มจำนวนลังที่ต้องมีเท่ากับปริมาณที่ส่งออกหนึ่งวันเต็ม ในตัวอย่างนี้คือ 300 ใบ ที่ซื้อมาแล้วก็วางนิ่งอยู่
นี่คือเหตุผลที่ระยะเวลาที่ลูกค้าเก็บลังเป็นตัวเลขที่ต้องบริหาร และควรอยู่ในข้อตกลงกับลูกค้า ไม่ใช่อยู่ในขั้นตอนงานของคลังสินค้า
อัตราสูญหายสูงสุดที่ระบบหมุนเวียนยังรับได้
ของหมุนเวียนจะคุ้มทุนก็ต่อเมื่อวนครบจำนวนรอบที่พอ และจำนวนรอบที่ได้ขึ้นกับการสูญหายมากกว่าการสึกหรอ
งานวิจัยชิ้นส่วนยานยนต์ไทยชิ้นเดียวกันระบุว่ากล่องพลาสติกหมุนเวียนมีราคาประมาณ 5 ถึง 15 เท่าของกล่องกระดาษแบบใช้ครั้งเดียว พลาสติกใช้งานได้ 6 ถึง 8 ปี โลหะมากกว่า 10 ปี ในวงรอบแปดวันข้างต้น ลังหนึ่งใบวนได้ประมาณ 39 รอบต่อปี อายุหกปีจึงวนได้ราว 234 รอบ สิ่งที่ทำให้ลังหมดอายุจึงไม่ค่อยใช่การสึกหรอ
แต่เป็นการสูญหาย ถ้าลังหายไปในสัดส่วน p ต่อรอบ ลังโดยเฉลี่ยจะวนได้ประมาณ 1 ÷ p รอบก่อนจะหายไป ที่อัตราร้อยละ 2 ต่อรอบคือ 50 รอบ หรือประมาณ 15 เดือนในวงรอบนี้ เทียบกับอายุการใช้งานหกปี
การทดสอบจึงง่าย ให้ราคาของหมุนเวียนเท่ากับ k เท่าของของใช้ครั้งเดียว และให้ค่าขนกลับและค่าล้างต่อใบต่อรอบเท่ากับ r คิดเป็นสัดส่วนของราคาของใช้ครั้งเดียว ทุกรอบของหมุนเวียนจะประหยัดได้ (1 − r) คุ้มทุนเมื่อวนครบ k ÷ (1 − r) รอบ และอัตราสูญหายต้องต่ำกว่า (1 − r) ÷ k
| ราคาของหมุนเวียน | ค่าขนกลับและล้างต่อรอบ | จำนวนรอบถึงจุดคุ้มทุน | อัตราสูญหายต่อรอบต้องต่ำกว่า |
|---|---|---|---|
| 5 เท่าของแบบใช้ครั้งเดียว | ร้อยละ 20 ของแบบใช้ครั้งเดียว | 6.25 | ร้อยละ 16 |
| 10 เท่าของแบบใช้ครั้งเดียว | ร้อยละ 20 ของแบบใช้ครั้งเดียว | 12.5 | ร้อยละ 8 |
| 15 เท่าของแบบใช้ครั้งเดียว | ร้อยละ 20 ของแบบใช้ครั้งเดียว | 18.75 | ร้อยละ 5.3 |
ลองใส่กรณีข้าวถุงลงไป เมื่อถุงมากกว่าครึ่งไม่กลับมา ถุงโดยเฉลี่ยวนได้ไม่ถึงสองรอบ ที่อัตราสูญหายระดับนี้ ของหมุนเวียนที่มีค่าขนกลับร้อยละ 20 จะชนะของใช้ครั้งเดียวได้ก็ต่อเมื่อราคาไม่ถึง 1.6 เท่า ของที่ผลิตมาเพื่อใช้ซ้ำแทบไม่มีอะไรถูกขนาดนั้น ที่อัตราสูญหายระดับนี้ ระบบหมุนเวียนไม่ได้ประหยัดเงิน แต่กำลังซื้อบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวในราคาของหมุนเวียน
วัดอัตราสูญหายของตัวเองก่อนซื้อล็อตถัดไป ไม่ใช่หลังซื้อ
ค่าขนกลับต้องนับทุกรอบ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยอย่างที่สองคือนับค่าขนกลับครั้งเดียว แทนที่จะนับทุกรอบ
ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครเปลี่ยนชุดโครงจับยึดเหล็กแบบใช้ครั้งเดียวมาเป็นแบบหมุนเวียน ชุดแบบใช้ครั้งเดียวราคา 3,308 บาท ชุดแบบหมุนเวียนราคา 6,000 บาท การขนชุดเปล่ากลับมีค่าใช้จ่าย 65,969.65 บาทต่อตู้ 40 ฟุตที่บรรจุได้ 126 ชุด หรือ 523.57 บาทต่อชุดต่อรอบ
งานวิจัยนำค่าขนกลับหนึ่งส่วนบวกเข้ากับราคาชุด ได้ 6,523.57 บาท หารด้วย 3,308 และสรุปว่าคุ้มทุนในประมาณสองรอบ
แต่ค่าขนกลับเกิดขึ้นทุกรอบ ไม่ใช่ครั้งเดียว เมื่อคิดแบบนั้น ชุดหมุนเวียนประหยัดได้ 3,308 − 523.57 = 2,784.43 บาทต่อรอบ ต้องใช้ 6,000 ÷ 2,784.43 = 2.15 รอบจึงได้ราคาคืน คือคุ้มทุนในรอบที่สาม ถ้าหักมูลค่าเศษเหล็ก 510 บาทที่ชุดแบบใช้ครั้งเดียวขายได้ออกไปด้วย จะเป็น 2.64 รอบ ก็ยังเป็นรอบที่สามเช่นเดิม
เมื่อวนได้ปีละหกรอบในวงรอบ 60 วัน การลงทุนนี้ยังคืนทุนได้สบาย ข้อสรุปยังอยู่ได้ แต่วิธีคำนวณที่รองรับมันไม่ถูก และในเส้นทางที่กำไรบางกว่านี้ ความต่างนี้คือสิ่งที่ตัดสินว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ กรณีนี้เป็นเส้นทางส่งออก ในเส้นทางภายในประเทศ ส่วนแบ่งค่าขนกลับคือส่วนหนึ่งของรถบรรทุกแทนที่จะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ หลักคิดเหมือนกัน
การขนลังเปล่ากลับคืองานขนส่ง และต้องวางแผน
ลังเปล่ากินพื้นที่และไม่ได้สร้างรายได้ มีสี่เรื่องที่กำหนดว่าการขนกลับมีต้นทุนเท่าไร
- พับได้หรือซ้อนเข้ากันได้หรือไม่ งานวิจัยชิ้นส่วนยานยนต์ไทยระบุว่าความสามารถในการวางซ้อนเมื่อมีสินค้าเต็ม และการวางซ้อนเข้ากันเมื่อเป็นกล่องเปล่า เป็นข้อกำหนดในการออกแบบด้วยเหตุผลนี้ ลังที่ซ้อนเข้ากันได้ใช้พื้นที่ขากลับเพียงส่วนหนึ่งของตอนเต็ม ส่วนกล่องแข็งหรือแร็กเหล็กแบบตายตัวใช้พื้นที่เท่ากันทั้งไปและกลับ
- ขึ้นรถที่วิ่งไปทางนั้นอยู่แล้วหรือไม่ การรับลังเปล่ากลับด้วยเที่ยวขากลับของรถส่งสินค้ามักเป็นทางที่ถูกที่สุด กติกาการใช้เที่ยวขากลับอยู่ใน เที่ยวขากลับและสินค้าขากลับ
- การรับลังทำให้เส้นทางส่งเสียหรือไม่ การรับของคืนด้วยรถขาส่งทำได้ยาก เพราะอาจทำให้เวลาที่สัญญาไว้กับลูกค้ารายอื่นเลื่อนออกไป การแวะรับลังสี่สิบใบที่จุดส่งที่สองโดยไม่ได้วางแผน ทำให้จุดที่สามถึงหกไปถึงช้า
- จำนวนไปกับจำนวนกลับเท่ากันหรือไม่ Milk run ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทำงานได้เพราะรถวางกล่องเปล่าไว้เท่ากับจำนวนกล่องที่มีสินค้าที่รับไป การแลกเปลี่ยนนี้คือตัวควบคุม ถ้าไม่เกิดที่ท่ารับสินค้า ก็แทบไม่เกิดทีหลัง
วางแผนการรับลังเป็นงานหนึ่งที่มีเวลาของตัวเอง แม้จะใช้รถคันเดียวกัน การรับลังเปล่าที่อยู่ในแผนใช้เวลาไม่กี่นาที การรับที่ปล่อยให้เป็นน้ำใจของคนขับ จะจบด้วยการส่งช้า หรือกองลังเปล่าที่ค้างอยู่ที่ลูกค้าจนลังในระบบไม่พอ
ใครเป็นคนบริหารวงรอบ กำหนดว่าควบคุมได้ดีแค่ไหน
งานวิจัยชิ้นส่วนยานยนต์ไทยพบการบริหารวงรอบสองแบบ
แบบแรก ลูกค้าที่อยู่ตรงกลางเป็นเจ้าของบรรจุภัณฑ์ วางแผนความต้องการ และควบคุมคงคลัง มองเห็นได้ดีและคงคลังต่ำ เพราะมีฝ่ายเดียวที่เห็นแผนการผลิตทั้งหมด
แบบที่สอง ผู้ผลิตชิ้นส่วนแต่ละรายเป็นเจ้าของและบริหารบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ในไทยมากกว่าร้อยละ 80 ทำแบบนี้ ยืดหยุ่นกว่า เพราะเมื่อกล่องชำรุดก็หยิบจากสต็อกของตัวเองมาใช้ก่อนได้ แต่คงคลังสูงกว่าและควบคุมยากกว่า เพราะผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องวางแผนจากความต้องการของลูกค้าที่มองเห็นได้ไม่ชัด และถ้าสื่อสารกับลูกค้าไม่ดี กล่องจะไปกองค้างอยู่ในกระบวนการ
ธุรกิจส่วนใหญ่นอกอุตสาหกรรมยานยนต์มีลักษณะแบบที่สอง บ่อยครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจเลือก งานวิจัยเดียวกันอธิบายว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมากยังไม่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ ไม่รู้ว่ากล่องอยู่ที่ไหน และเมื่อกล่องไม่พอก็สั่งซื้อเพิ่มโดยไม่ดูว่ามีหมุนเวียนอยู่ในระบบแล้วเท่าไร การขาดแคลนเป็นเรื่องจริง แต่กล่องยังอยู่ แค่ไปค้างอยู่ที่ลูกค้า
ทางแก้ที่งานวิจัยเสนอคือวินัยการบริหารคงคลังธรรมดา แต่ใช้กับสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าเป็นคงคลัง
- กำหนดหมายเลขรุ่นให้บรรจุภัณฑ์แต่ละแบบ และใส่ไว้ใน BOM ของสินค้าที่มันบรรจุ
- วางแผนมันเหมือนวัตถุดิบ จากแผนการผลิตเดียวกับที่ใช้วางแผนสินค้า
- ทำเครื่องหมายให้คัดแยกได้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ใช้สีกล่องแยกตามผู้ผลิต เพื่อให้คัดแยกการส่งคืนตามเจ้าของได้ที่ท่าของลูกค้า บาร์โค้ด QR code หรือ RFID ทำหน้าที่เดียวกันพร้อมบันทึกข้อมูล
สิ่งที่ควรทำในเดือนนี้
- วาดวงรอบของตัวเอง ระบุทุกจุดที่ลังไปหยุด และค้างอยู่แต่ละจุดกี่วัน ระยะเวลาที่ลูกค้าเก็บลังมักยาวที่สุดและรู้น้อยที่สุด
- คำนวณจำนวนลังจากวงรอบ คูณจำนวนที่ส่งออกต่อวันด้วยจำนวนวันรวม แล้วเทียบกับจำนวนที่มีอยู่จริง ถ้ามีมากกว่าสูตรมาก ส่วนต่างอยู่ที่ลูกค้าหรือหายไปแล้ว
- วัดอัตราสูญหายต่อรอบ นำจำนวนลังที่ซื้อในหนึ่งปีเพื่อทดแทนลังที่หายไป หารด้วยจำนวนเที่ยวลังทั้งหมดที่ส่งออกในปีนั้น (จำนวนต่อวัน × วันทำงาน) แล้วเทียบกับเพดานในตารางข้างต้นตามอัตราส่วนราคาของตัวเอง
- ทำบัญชีไปกลับรายลูกค้า ลังที่วางไว้และลังที่รับกลับในทุกเที่ยวส่ง ส่วนต่างคือจำนวนที่ลูกค้ารายนั้นถืออยู่ และเป็นตัวเลขที่ต้องคุยกับเขา
- ใส่จำนวนลังเปล่าไว้ในเอกสารเซ็นรับ เอกสารที่ยืนยันสินค้าก็ยืนยันจำนวนลังที่แลกกันได้ ใครเซ็นอะไรที่ท่ารับสินค้าอธิบายไว้ใน การขึ้นลงสินค้าเป็นหน้าที่ใคร
- ตกลงระยะเวลาเก็บลังกับลูกค้าแต่ละราย และค่าใช้จ่ายสำหรับลังที่ไม่ส่งคืนหลังพ้นกำหนด ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใครคาดว่าจะต้องจ่ายจริง คือค่าใช้จ่ายที่ได้ผล
- ลดความหลากหลาย ขนาดลังแบบเดียวและจำนวนบรรจุแบบเดียวต่อสินค้า กรณีข้าวถุงล้มเหลวเพราะถุงสองขนาดและจำนวนบรรจุสามแบบไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น
- จากนั้นจึงค่อยซื้อลังเพิ่ม และซื้อตามจำนวนที่วงรอบบอก ไม่ใช่ตามจำนวนที่การขาดแคลนชวนให้ซื้อ
ประโยคเดียวที่ควรจำ
ของหมุนเวียนถูกได้เท่ากับจำนวนครั้งที่มันกลับมา ก่อนซื้อเพิ่ม ให้หาก่อนว่าลังที่มีอยู่แล้วไปค้างอยู่ที่ไหน และหายไปกี่ใบในทุกรอบ
