สินค้าเสียหาย แล้วสิ่งแรกที่ทำกันคือโทรหาผู้ผลิตกล่อง การโทรครั้งนั้นเปลี่ยนต้นทุนของสินค้าทุกชิ้นที่จะส่งไปตลอดทั้งปี และอาจไม่ได้แตะต้นเหตุที่ทำให้ของเสียหายเลย
ความเสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วทั้งปี แต่เกิดที่จุดเดิมไม่กี่จุด เช่น ช่องวางช่องหนึ่งในคลัง การยกของรถโฟล์คลิฟท์ครั้งหนึ่ง นิสัยการวางซ้อนแบบหนึ่ง หรือถนนช่วงหนึ่ง หาจุดเหล่านั้นให้เจอแล้วทางแก้ที่ถูกที่สุดมักเป็นสีตีเส้น ตารางตรวจ และการคุยกับทีม แต่ถ้าซื้อกล่องที่แข็งแรงขึ้นก่อน เท่ากับจ่ายเพิ่มกับสินค้าทุกชิ้นเพื่อแก้สิ่งที่เกิดขึ้นในสามบ่ายวันหนึ่ง
บทความนี้ว่าด้วยลำดับการทำงาน คือ หาว่าความเสียหายเกิดที่ไหน มีอะไรที่แก้ได้ฟรีบ้าง และถ้าสงสัยบรรจุภัณฑ์จริง จะทดสอบด้วยราคาเท่าไร
เริ่มจากรายงานความเสียหายที่ระบุสถานที่ ไม่ใช่ระบุตัวสินค้า
บริษัทบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีบันทึกเหตุการณ์ความเสียหายในปี 2024 ไว้ 4 เหตุการณ์ งานวิจัยที่ตามมาสรุปทั้งปีไว้ในหน้าเดียว
| เหตุการณ์ | พาเลท | มูลค่า (บาท) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ขวดโค่นล้มในคลังสินค้า | 34 | 98,281.60 | 52% |
| บรรจุภัณฑ์ชำรุด | 21 | 58,701.00 | 31% |
| บรรจุภัณฑ์เปื้อนมูลนก | 18 | 17,480.00 | 9% |
| พาเลทเปียกน้ำ | 6 | 13,982.00 | 7% |
| รวม | 79 | 188,444.60 |
อ่านตารางนี้ในฐานะคนซื้อบรรจุภัณฑ์ จะเห็นว่ามีเพียงบรรทัดเดียวจากสี่บรรทัด คือร้อยละ 31 ที่พอจะเถียงได้ว่าเกี่ยวกับความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์ ส่วนของล้ม มูลนก และน้ำ เป็นเรื่องของตัวอาคาร หลังคา และตำแหน่งที่วางของ กระดาษที่หนาขึ้นไม่ตอบอะไรเลยสักข้อ
ทีนี้อ่านในฐานะคนซื้อเวลา พาเลทที่ล้ม 34 พาเลทไม่ได้เกิดกระจายทั้งปี แต่เกิดใน 3 เดือน คือ มิถุนายน 11 พาเลท 30,371 บาท สิงหาคม 10 พาเลท 23,554 บาท และกันยายน 13 พาเลท 44,356.60 บาท อีก 9 เดือนเป็นศูนย์ ถ้าวัดความเสียหายเป็นร้อยละของยอดส่งทั้งปี ตัวเลขที่ได้จะเล็ก นิ่ง และไม่น่าสนใจ และจะกลบปัญหาทั้งก้อนไว้
สาเหตุที่พบเมื่อมีคนถามว่าทำไม ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา สินค้าถูกวางชิดด้านหลังของช่องมากเกินไปจนชนคานเหล็ก สินค้าถูกวางบนพื้นที่ที่พื้นทรุดตัว และไฟส่องสว่างถูกตรวจเพียงเดือนละครั้ง
มาตรการที่ใช้คือ ตีเส้นกำหนดจุดวางใหม่ให้ไม่มีการวางชิดคานหรือบนพื้นที่ลาดเอียง ตรวจไฟทุก 15 วันแทนเดือนละครั้ง และสื่อสารให้พนักงานขับรถยกทำงานแบบเดียวกัน ผลคือ มกราคมถึงกันยายน 2025 รายการนี้เป็น 0 บาท
เป็นคลังเดียว สินค้าประเภทเดียว และติดตามผล 9 เดือน จึงอย่ารับตัวเลขศูนย์มาเป็นคำมั่น แต่ให้รับรูปร่างของมัน คือตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดในหน้านั้นถูกลบออกด้วยสีตีเส้นกับรายการในปฏิทิน
สี่สิ่งที่ทำให้สินค้าพัง และกล่องที่แข็งแรงขึ้นตอบได้ดีเพียงข้อเดียว
รายการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่ใช้กันบอกเราว่าวงการเชื่อว่าอะไรทำให้ของพัง ห้องปฏิบัติการจะทดสอบความต้านแรงกด การเรียงซ้อน การตกกระแทก การกระแทกบนพื้นเอียง การสั่นสะเทือนที่ความถี่เดียว และการสั่นแบบสุ่ม ใต้การทดสอบหกรายการนั้นมีกลไกอยู่สี่แบบ
- น้ำหนักกดแบบคงที่ คือน้ำหนักจากด้านบน ทั้งในคลังและบนรถ เป็นชั่วโมงหรือเป็นเดือน นี่คือสิ่งที่การทดสอบแรงกดและการเรียงซ้อนวัด และเป็นข้อเดียวที่กระดาษแข็งแรงขึ้นตอบได้จริง
- การกระแทก คือการขนถ่าย งาโฟล์คลิฟท์ ท้ายรถ การวางลงแรง หรือของชนกันเอง ครอบคลุมด้วยการทดสอบตกกระแทกและการกระแทกบนพื้นเอียง กระดาษที่แข็งแรงขึ้นช่วยได้บ้าง แต่เป็นการแข่งที่แพ้ เพราะพลังงานของการตกเพิ่มตามความสูง และทางแก้ที่ถูกกว่าคือหยุดไม่ให้ตก
- การสั่นสะเทือน คือถนน ตลอดหลายชั่วโมง มันแทบไม่เคยทำให้กล่องแตก แต่ทำให้เกิดการครูด การคลายตัว และความล้า และมันจะไปเจอของที่ขยับได้ เกรดกระดาษแทบไม่ช่วยอะไร
- ความไม่มั่นคงของกอง คือของล้ม ไม่มีการทดสอบรายการใดในรายการวัดข้อนี้ เพราะมันไม่ใช่คุณสมบัติของกล่องเลย แต่เป็นคุณสมบัติของวิธีจัดกองและตำแหน่งที่วางลง
เอารายงานความเสียหายของคุณมาแปลงเป็นสี่คำนี้ก่อนจะซื้ออะไร กล่องชั้นล่างยุบคือน้ำหนักกด มุมแตกหรือตะเข็บปริคือการกระแทก ของข้างในสึก ครูด หรือหลุดคือการสั่นสะเทือน ส่วนของทั้งกองล้มลงข้างคือความไม่มั่นคง และในกรณีปทุมธานีนั่นคือเงินร้อยละ 52
คุณกำลังทิ้งความแข็งแรงที่จ่ายเงินซื้อมาแล้ว
สิ่งที่ได้คืนมากที่สุดโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มในคลังส่วนใหญ่อยู่ที่พาเลท และเรียกว่าส่วนยื่น คือกล่องที่ยื่นพ้นขอบพาเลทออกมา
ศูนย์ Center for Packaging and Unit Load Design ของมหาวิทยาลัย Virginia Tech วัดเรื่องนี้ไว้อย่างจริงจังให้ Fibre Box Association ระยะที่สองทดสอบแรงกดกล่อง 900 ครั้ง ครอบคลุมกล่อง 15 แบบและกระดาษ 3 เกรด โดยให้ยื่นพ้นขอบ 0.25 ถึง 3.25 นิ้ว หรือราว 6 ถึง 83 มิลลิเมตร ทั้งด้านกว้าง ด้านยาว และสองด้านพร้อมกัน เมื่อรวมกับระยะแรกที่วัดกล่องกว่า 1,600 ใบ ผลคือส่วนยื่นทำให้ความต้านแรงกดที่วัดได้หายไประหว่างศูนย์ถึงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าประมาณของ Fibre Box Handbook เองอยู่ที่ร้อยละ 20 ถึง 40
มีผลสองข้อจากงานนี้ที่ชี้ขาดสำหรับคนซื้อ
ข้อแรก เกรดกระดาษไม่ได้เปลี่ยนสัดส่วนที่เสียไป ในแบบจำลองรวม ทั้งค่า ECT ของกระดาษและความสูงของกล่องไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อร้อยละของความแข็งแรงที่หายไปจากส่วนยื่น กล่องที่แข็งแรงกว่าถ้ายื่นเท่ากันก็เหลือสัดส่วนเท่าเดิม
ลองคิดตาม การเปลี่ยนจากกระดาษ 32 ECT เป็น 44 ECT คือซื้อค่าความต้านแรงกดขอบของกระดาษเพิ่มร้อยละ 37.5 กับกล่องทุกใบตลอดไป ไม่ว่าค่านั้นจะแปลงเป็นความต้านแรงกดของกล่องเท่าใด ส่วนยื่นที่ทำให้เสียไปร้อยละ 30 ก็กินร้อยละ 30 ของมันอยู่ดี เพราะสัดส่วนที่เสียไม่ขยับตามเกรดกระดาษ การจัดของให้ตรงขอบพาเลทคืนร้อยละ 30 นั้นให้ฟรี และหลังจากนั้นเท่านั้นจึงจะรู้ว่าต้องอัปเกรดจริงหรือไม่
ข้อสอง ตำแหน่งของส่วนยื่นสำคัญพอ ๆ กับปริมาณ รองจากค่าส่วนยื่นสองค่าเอง ตัวแปรที่แรงที่สุดในแบบจำลองคือส่วนยื่นอยู่ด้านเดียวหรืออยู่สองด้านที่ติดกัน นั่นคือมุมกล่อง กล่องรับน้ำหนักแนวดิ่งส่วนใหญ่ไว้ที่มุมทั้งสี่ และมุมที่ยื่นพ้นขอบพาเลทไม่ได้รับน้ำหนักอะไรเลย
การตรวจใช้เวลาสิบนาที เอาไม้บรรทัดหรือของตรงทาบขอบพาเลทของกองที่จัดเสร็จแล้วในช่องส่งออก อะไรที่เลยเส้นนั้นคือส่วนยื่น และส่วนยื่นมักเป็นปัญหาของรูปแบบการวางหรือขนาดกล่อง ไม่ใช่ของพาเลท เรื่องขนาดพาเลทกับรูปแบบการวาง และการวัดพาเลทที่บรรจุของแล้วแทนพาเลทเปล่า อยู่ใน ขนาดพาเลทกำหนดว่ารถหนึ่งคันบรรทุกได้กี่พาเลท
กล่องชั้นล่างรับน้ำหนักทั้งกอง และกองจะสูงขึ้นตอนที่งานยุ่ง
การวางซ้อนแบบ block stacking คือวางพาเลทซ้อนกันตรง ๆ โดยไม่มีชั้นวาง เป็นวิธีจัดเก็บที่ถูกที่สุด และความสูงถูกจำกัดด้วยสองเรื่อง คือชั้นล่างรับน้ำหนักไหวหรือไม่ และกองตั้งอยู่ได้หรือไม่ สองเรื่องนี้เชื่อมกัน เมื่อชั้นล่างเริ่มยุบ กองจะเอียง และกองที่เอียงคือบรรทัดของล้มในตารางข้างบน
เสาหรือปลอกครอบพาเลทแก้ได้ แต่มีต้นทุน และต้องใช้เวลาใส่และถอดกับทุกพาเลททุกครั้ง
รุ่นที่ฟรีคือกฎหนึ่งข้อกับที่เขียนกฎนั้น กำหนดความสูงซ้อนสูงสุดของสินค้าแต่ละตัว เขียนไว้ที่ตำแหน่งจัดเก็บ ไม่ใช่ในความจำของใคร และทำให้การเกินกฎเป็นการตัดสินใจที่มีชื่อคนรับผิดชอบ ถ้าไม่ทำแบบนี้ ความสูงของกองจะถูกกำหนดโดยความเต็มของคลัง ซึ่งแปลว่ามันจะสูงขึ้นพอดีในสัปดาห์ที่ไม่มีใครมีเวลาไปดู
สองสิ่งที่ทำให้กองแย่กว่าความสูงของมัน และตรวจได้ฟรีทั้งคู่
- พื้นที่ทรุดตัว กองที่ตั้งบนพื้นเอียงไม่ได้ตั้งตรง น้ำหนักจะย้ายไปลงที่ขอบเดียวของพาเลทชั้นล่าง ซึ่งเป็นขอบที่มีที่รองรับน้อยที่สุด
- ของที่จัดไม่เข้ารูป กองที่ยื่นหรือเอียงจะถ่ายน้ำหนักของชั้นบนลงผิดตำแหน่งของกล่องชั้นล่าง
นับจำนวนครั้งที่มือแตะของ
การขนถ่ายทุกครั้งคือโอกาสทำของตกอีกครั้ง แนวคิดหน่วยบรรทุกมีไว้เพื่อเรื่องนี้ การเลือกหน่วยบรรทุกให้ถูกจะลดจำนวนครั้งของการเคลื่อนย้าย ทำให้ใช้อุปกรณ์มาตรฐานได้ ลดเวลาขึ้นลงสินค้า และปกป้องสินค้าไปพร้อมกัน
ดังนั้นให้นับ สำหรับสินค้าสิบอันดับแรกของคุณ ของถูกจัดกอง รื้อ และจัดใหม่กี่ครั้งตั้งแต่ผลิตเสร็จจนลูกค้าเซ็นรับ การรื้อแล้วจัดใหม่แต่ละครั้งคือชุดการขนถ่ายเต็มชุด ซึ่งหน่วยบรรทุกแบบอื่น ปริมาณสั่งแบบอื่น หรือหน้าหยิบสินค้าแบบอื่นอาจตัดออกได้ทั้งชุด
ตรงนี้ยังเป็นที่อยู่ของคำถามเรื่องความรับผิดชอบด้วย ใครเป็นคนจัดกองและรื้อกองจริง ๆ คนนั้นถือความเสี่ยงจากสิ่งที่การจัดกองทำกับสินค้า จึงต้องเขียนแบ่งกันให้ชัดเป็นรายสถานที่แทนการเดา อ่านต่อได้ที่ การขึ้นลงสินค้าเป็นหน้าที่ใคร
กรณีศึกษาไทยอีกราย ที่ไม่มีมาตรการไหนเป็นเรื่องบรรจุภัณฑ์
คลังสินค้าของธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์แก๊สโซลีนทำแบบเดียวกันกับฝั่งขาออก การวิเคราะห์พาเรโตจากเที่ยวรถที่มีปัญหา 18 เที่ยวแบ่งปัญหาการขนส่งเป็นสามอย่าง คือ ขนส่งล่าช้า 13 เที่ยวหรือร้อยละ 72 จำนวนไม่ตรงกับในระบบ 3 เที่ยวหรือร้อยละ 17 และการวางซ้อนทับของสินค้า 2 เที่ยวหรือร้อยละ 11
ต้นทุนประมาณการความเสียหายอยู่ที่ 57,810 บาทต่อเดือนจากการขนส่ง หรือ 693,720 บาทต่อปี และอีก 67,950 บาทต่อเดือน หรือ 815,400 บาทต่อปี จากการตรวจสอบตำแหน่งและคุณภาพสินค้า
มาตรการที่ใช้คือการกำหนดตารางเวลาเที่ยวรถและจุดตรวจสอบมาตรฐานในกระบวนการ หลังจากนั้นปัญหาการขนส่งลดจากร้อยละ 69 เหลือร้อยละ 34 การตรวจสอบตำแหน่งและบาร์โค้ดจากร้อยละ 63 เหลือศูนย์ ต้นทุนประมาณการความเสียหายจากการขนส่งจาก 693,720 เหลือ 355,320 บาทต่อปี รายการตรวจคุณภาพจาก 815,400 เหลือศูนย์ และข้อร้องเรียนลูกค้าลดลงกว่าร้อยละ 75
อ่านรายการมาตรการอีกครั้ง ตารางเดินรถกับจุดตรวจ ไม่มีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อยู่ในนั้นเลย ทั้งที่หนึ่งในสามปัญหาการขนส่งคือการวางซ้อนทับของสินค้าตรง ๆ
ถ้าสงสัยบรรจุภัณฑ์จริง ให้ทดสอบ อย่าเพิ่งซื้อ
บางครั้งกล่องก็เป็นปัญหาจริง ความผิดพลาดตอนนั้นคืออัปเกรดตามความรู้สึก เพราะการอัปเกรดอยู่ถาวร ส่วนความรู้สึกไม่มีราคา
ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย ซึ่งอยู่ในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เผยแพร่รายการค่าบริการไว้สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ จากรายการฉบับเดือนพฤศจิกายน 2562 ต่อตัวอย่าง ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
| รายการทดสอบ | วิธี | บาท |
|---|---|---|
| ความต้านแรงกด | ASTM D642 | 1,000 |
| การเรียงซ้อน | ISO 2234, ISTA | 1,000 |
| ตกกระแทก ตรวจสภาพทั่วไป ต่ำกว่า 40 กก. | ASTM D5276, ISO 2248, TAPPI T802 | 1,000 |
| ตกกระแทก ตรวจสภาพทั่วไป เกิน 40 กก. | เช่นเดียวกัน | 1,400 |
| สั่นสะเทือนความถี่เดียว ต่ำกว่า 60 กก. | ASTM D999, ISO 2247 | 1,200 |
| กระแทกบนพื้นเอียง | ISO 2244, TAPPI T801, ASTM D880 | 1,000 |
| แรงกดพาเลท | JIS Z 0602 | 1,000 |
การสั่นแบบสุ่ม ซึ่งใกล้เคียงถนนจริงที่สุด คิดตามเวลาที่ 2,800 บาทต่อชั่วโมง ตัวรายการเองระบุว่าค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า จึงควรสอบถามอัตราปัจจุบันก่อนตั้งงบ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือระดับของตัวเลข การทดสอบสามรายการที่ตอบคำถามว่ากล่องเป็นปัญหาหรือไม่ มีราคาราวเท่ากับกล่องอัปเกรดไม่กี่ร้อยใบ และตอบได้ก่อนที่จะผูกมัดกับกล่องอัปเกรดทั้งปี
มีรายละเอียดหนึ่งในรายการนั้นที่สำคัญกว่าราคา กระดาษต้องทดสอบในสภาวะที่ควบคุม เพราะกระดาษแผ่นเดียวกันทดสอบในอากาศคนละแบบให้ผลคนละอย่าง ISO และ ASTM กำหนดสภาวะมาตรฐานไว้ที่ 23 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 50 ส่วนสภาวะมาตรฐานตาม มอก. ของไทย ซึ่งเป็นสภาวะที่ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทยใช้ทดสอบรายการเหล่านี้ คือ 27 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 65 ซึ่งรายการระบุว่าเป็นสภาวะที่ประเทศเขตร้อนอาจใช้ได้เช่นกัน
ดังนั้นถ้าตัวเลขความแข็งแรงของกล่องคุณมาจากสเปกสากล มันถูกวัดในอากาศที่แห้งกว่าคลังสินค้าไทยในหน้าฝน นี่ไม่ใช่เหตุผลให้ไปซื้อกล่องที่แข็งแรงขึ้น แต่เป็นเหตุผลให้รู้ว่าตัวเลขที่ถืออยู่คือตัวเลขอะไร และให้ทดสอบในสภาวะที่สินค้าของคุณอยู่จริง ก่อนจะสรุปว่าสเปกผ่านหรือไม่ผ่าน
สัปดาห์นี้ทำอะไร
- เขียนรายงานความเสียหายของปีที่แล้วใหม่ โดยใส่สถานที่และสาเหตุในทุกบรรทัด ไม่ใช่รหัสสินค้า ถ้าบรรทัดเขียนว่า "สินค้า X เสียหาย 60 กล่อง" ยังใช้งานไม่ได้ ถ้าเขียนว่า "ของชนคานในช่องที่ 4" คุณลงมือได้ทันที
- เรียงตามมูลค่าแล้วดูเฉพาะบรรทัดบนสุด กรณีปทุมธานีพบว่าเงินร้อยละ 52 อยู่ในสาเหตุเดียว ลองหาว่าของคุณกระจุกอยู่ในสาเหตุเดียวเท่าไร
- ดูรูปแบบรายเดือน ความเสียหายที่โผล่ 3 เดือนจาก 12 มีสาเหตุผูกกับสิ่งที่เปลี่ยน เช่น ฤดูกาล กะทำงาน คนทำงานแทน หรือคลังที่เต็ม ค่าเฉลี่ยทั้งปีจะกลบมันไว้
- เอาของตรงไปทาบพาเลทที่จัดเสร็จแล้วห้ากองในช่องส่งออก วัดส่วนยื่นทุกด้าน อะไรที่เกินไม่กี่มิลลิเมตรคือสัดส่วนความแข็งแรงที่คุณจ่ายเงินซื้อไปแล้วและกำลังทิ้ง
- เขียนความสูงซ้อนสูงสุดไว้ที่ตำแหน่งจัดเก็บ แยกตามสินค้า และระบุว่าใครมีสิทธิเปลี่ยน
- เดินตามเส้นทางที่สินค้าไป แล้วนับจำนวนครั้งของการขนถ่าย จากนั้นถามว่าครั้งไหนบ้างที่หน่วยบรรทุกแบบอื่นตัดออกได้
- หลังจากนั้นเท่านั้น ถ้าหลักฐานยังชี้ไปที่กล่อง ให้ส่งตัวอย่างหนึ่งชุดไปทดสอบแรงกด การเรียงซ้อน และการตกกระแทก แล้วให้ผลทดสอบเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ใบเสนอราคา
ถ้าสินค้าถึงปลายทางแล้วเสียหายจริง และคำถามกลายเป็นว่าใครรับผิดชอบ นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งมีคำตอบของตัวเองในกฎหมายไทย อ่านได้ที่ ใครจ่ายเมื่อสินค้าถึงปลายทางแล้วเสียหาย
ประโยคเดียวที่ควรจำ
กล่องที่แข็งแรงขึ้นคือการขึ้นราคากับสินค้าทุกชิ้นที่คุณจะส่งตลอดไป เพื่อแก้ปัญหาที่มักอยู่ในสามจุดเจาะจง และคุณหาสามจุดนั้นเจอได้ด้วยราคาของไม้บรรทัดหนึ่งอัน สีหนึ่งกระป๋อง และการมองรายงานความเสียหายปีที่แล้วอย่างตรงไปตรงมาหนึ่งครั้ง
