VWTVWT
← บทความทั้งหมด

ลดความเสียหายระหว่างขนส่งโดยไม่ต้องเพิ่มค่าบรรจุภัณฑ์

เผยแพร่เมื่อ 23 กันยายน 2569 · อ่าน 3 นาที

สินค้าเสียหาย แล้วสิ่งแรกที่ทำกันคือโทรหาผู้ผลิตกล่อง การโทรครั้งนั้นเปลี่ยนต้นทุนของสินค้าทุกชิ้นที่จะส่งไปตลอดทั้งปี และอาจไม่ได้แตะต้นเหตุที่ทำให้ของเสียหายเลย

ความเสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วทั้งปี แต่เกิดที่จุดเดิมไม่กี่จุด เช่น ช่องวางช่องหนึ่งในคลัง การยกของรถโฟล์คลิฟท์ครั้งหนึ่ง นิสัยการวางซ้อนแบบหนึ่ง หรือถนนช่วงหนึ่ง หาจุดเหล่านั้นให้เจอแล้วทางแก้ที่ถูกที่สุดมักเป็นสีตีเส้น ตารางตรวจ และการคุยกับทีม แต่ถ้าซื้อกล่องที่แข็งแรงขึ้นก่อน เท่ากับจ่ายเพิ่มกับสินค้าทุกชิ้นเพื่อแก้สิ่งที่เกิดขึ้นในสามบ่ายวันหนึ่ง

บทความนี้ว่าด้วยลำดับการทำงาน คือ หาว่าความเสียหายเกิดที่ไหน มีอะไรที่แก้ได้ฟรีบ้าง และถ้าสงสัยบรรจุภัณฑ์จริง จะทดสอบด้วยราคาเท่าไร

เริ่มจากรายงานความเสียหายที่ระบุสถานที่ ไม่ใช่ระบุตัวสินค้า

บริษัทบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีบันทึกเหตุการณ์ความเสียหายในปี 2024 ไว้ 4 เหตุการณ์ งานวิจัยที่ตามมาสรุปทั้งปีไว้ในหน้าเดียว

เหตุการณ์ พาเลท มูลค่า (บาท) สัดส่วน
ขวดโค่นล้มในคลังสินค้า 34 98,281.60 52%
บรรจุภัณฑ์ชำรุด 21 58,701.00 31%
บรรจุภัณฑ์เปื้อนมูลนก 18 17,480.00 9%
พาเลทเปียกน้ำ 6 13,982.00 7%
รวม 79 188,444.60

อ่านตารางนี้ในฐานะคนซื้อบรรจุภัณฑ์ จะเห็นว่ามีเพียงบรรทัดเดียวจากสี่บรรทัด คือร้อยละ 31 ที่พอจะเถียงได้ว่าเกี่ยวกับความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์ ส่วนของล้ม มูลนก และน้ำ เป็นเรื่องของตัวอาคาร หลังคา และตำแหน่งที่วางของ กระดาษที่หนาขึ้นไม่ตอบอะไรเลยสักข้อ

ทีนี้อ่านในฐานะคนซื้อเวลา พาเลทที่ล้ม 34 พาเลทไม่ได้เกิดกระจายทั้งปี แต่เกิดใน 3 เดือน คือ มิถุนายน 11 พาเลท 30,371 บาท สิงหาคม 10 พาเลท 23,554 บาท และกันยายน 13 พาเลท 44,356.60 บาท อีก 9 เดือนเป็นศูนย์ ถ้าวัดความเสียหายเป็นร้อยละของยอดส่งทั้งปี ตัวเลขที่ได้จะเล็ก นิ่ง และไม่น่าสนใจ และจะกลบปัญหาทั้งก้อนไว้

สาเหตุที่พบเมื่อมีคนถามว่าทำไม ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา สินค้าถูกวางชิดด้านหลังของช่องมากเกินไปจนชนคานเหล็ก สินค้าถูกวางบนพื้นที่ที่พื้นทรุดตัว และไฟส่องสว่างถูกตรวจเพียงเดือนละครั้ง

มาตรการที่ใช้คือ ตีเส้นกำหนดจุดวางใหม่ให้ไม่มีการวางชิดคานหรือบนพื้นที่ลาดเอียง ตรวจไฟทุก 15 วันแทนเดือนละครั้ง และสื่อสารให้พนักงานขับรถยกทำงานแบบเดียวกัน ผลคือ มกราคมถึงกันยายน 2025 รายการนี้เป็น 0 บาท

เป็นคลังเดียว สินค้าประเภทเดียว และติดตามผล 9 เดือน จึงอย่ารับตัวเลขศูนย์มาเป็นคำมั่น แต่ให้รับรูปร่างของมัน คือตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดในหน้านั้นถูกลบออกด้วยสีตีเส้นกับรายการในปฏิทิน

สี่สิ่งที่ทำให้สินค้าพัง และกล่องที่แข็งแรงขึ้นตอบได้ดีเพียงข้อเดียว

รายการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่ใช้กันบอกเราว่าวงการเชื่อว่าอะไรทำให้ของพัง ห้องปฏิบัติการจะทดสอบความต้านแรงกด การเรียงซ้อน การตกกระแทก การกระแทกบนพื้นเอียง การสั่นสะเทือนที่ความถี่เดียว และการสั่นแบบสุ่ม ใต้การทดสอบหกรายการนั้นมีกลไกอยู่สี่แบบ

  • น้ำหนักกดแบบคงที่ คือน้ำหนักจากด้านบน ทั้งในคลังและบนรถ เป็นชั่วโมงหรือเป็นเดือน นี่คือสิ่งที่การทดสอบแรงกดและการเรียงซ้อนวัด และเป็นข้อเดียวที่กระดาษแข็งแรงขึ้นตอบได้จริง
  • การกระแทก คือการขนถ่าย งาโฟล์คลิฟท์ ท้ายรถ การวางลงแรง หรือของชนกันเอง ครอบคลุมด้วยการทดสอบตกกระแทกและการกระแทกบนพื้นเอียง กระดาษที่แข็งแรงขึ้นช่วยได้บ้าง แต่เป็นการแข่งที่แพ้ เพราะพลังงานของการตกเพิ่มตามความสูง และทางแก้ที่ถูกกว่าคือหยุดไม่ให้ตก
  • การสั่นสะเทือน คือถนน ตลอดหลายชั่วโมง มันแทบไม่เคยทำให้กล่องแตก แต่ทำให้เกิดการครูด การคลายตัว และความล้า และมันจะไปเจอของที่ขยับได้ เกรดกระดาษแทบไม่ช่วยอะไร
  • ความไม่มั่นคงของกอง คือของล้ม ไม่มีการทดสอบรายการใดในรายการวัดข้อนี้ เพราะมันไม่ใช่คุณสมบัติของกล่องเลย แต่เป็นคุณสมบัติของวิธีจัดกองและตำแหน่งที่วางลง

เอารายงานความเสียหายของคุณมาแปลงเป็นสี่คำนี้ก่อนจะซื้ออะไร กล่องชั้นล่างยุบคือน้ำหนักกด มุมแตกหรือตะเข็บปริคือการกระแทก ของข้างในสึก ครูด หรือหลุดคือการสั่นสะเทือน ส่วนของทั้งกองล้มลงข้างคือความไม่มั่นคง และในกรณีปทุมธานีนั่นคือเงินร้อยละ 52

คุณกำลังทิ้งความแข็งแรงที่จ่ายเงินซื้อมาแล้ว

สิ่งที่ได้คืนมากที่สุดโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มในคลังส่วนใหญ่อยู่ที่พาเลท และเรียกว่าส่วนยื่น คือกล่องที่ยื่นพ้นขอบพาเลทออกมา

ศูนย์ Center for Packaging and Unit Load Design ของมหาวิทยาลัย Virginia Tech วัดเรื่องนี้ไว้อย่างจริงจังให้ Fibre Box Association ระยะที่สองทดสอบแรงกดกล่อง 900 ครั้ง ครอบคลุมกล่อง 15 แบบและกระดาษ 3 เกรด โดยให้ยื่นพ้นขอบ 0.25 ถึง 3.25 นิ้ว หรือราว 6 ถึง 83 มิลลิเมตร ทั้งด้านกว้าง ด้านยาว และสองด้านพร้อมกัน เมื่อรวมกับระยะแรกที่วัดกล่องกว่า 1,600 ใบ ผลคือส่วนยื่นทำให้ความต้านแรงกดที่วัดได้หายไประหว่างศูนย์ถึงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าประมาณของ Fibre Box Handbook เองอยู่ที่ร้อยละ 20 ถึง 40

มีผลสองข้อจากงานนี้ที่ชี้ขาดสำหรับคนซื้อ

ข้อแรก เกรดกระดาษไม่ได้เปลี่ยนสัดส่วนที่เสียไป ในแบบจำลองรวม ทั้งค่า ECT ของกระดาษและความสูงของกล่องไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อร้อยละของความแข็งแรงที่หายไปจากส่วนยื่น กล่องที่แข็งแรงกว่าถ้ายื่นเท่ากันก็เหลือสัดส่วนเท่าเดิม

ลองคิดตาม การเปลี่ยนจากกระดาษ 32 ECT เป็น 44 ECT คือซื้อค่าความต้านแรงกดขอบของกระดาษเพิ่มร้อยละ 37.5 กับกล่องทุกใบตลอดไป ไม่ว่าค่านั้นจะแปลงเป็นความต้านแรงกดของกล่องเท่าใด ส่วนยื่นที่ทำให้เสียไปร้อยละ 30 ก็กินร้อยละ 30 ของมันอยู่ดี เพราะสัดส่วนที่เสียไม่ขยับตามเกรดกระดาษ การจัดของให้ตรงขอบพาเลทคืนร้อยละ 30 นั้นให้ฟรี และหลังจากนั้นเท่านั้นจึงจะรู้ว่าต้องอัปเกรดจริงหรือไม่

ข้อสอง ตำแหน่งของส่วนยื่นสำคัญพอ ๆ กับปริมาณ รองจากค่าส่วนยื่นสองค่าเอง ตัวแปรที่แรงที่สุดในแบบจำลองคือส่วนยื่นอยู่ด้านเดียวหรืออยู่สองด้านที่ติดกัน นั่นคือมุมกล่อง กล่องรับน้ำหนักแนวดิ่งส่วนใหญ่ไว้ที่มุมทั้งสี่ และมุมที่ยื่นพ้นขอบพาเลทไม่ได้รับน้ำหนักอะไรเลย

การตรวจใช้เวลาสิบนาที เอาไม้บรรทัดหรือของตรงทาบขอบพาเลทของกองที่จัดเสร็จแล้วในช่องส่งออก อะไรที่เลยเส้นนั้นคือส่วนยื่น และส่วนยื่นมักเป็นปัญหาของรูปแบบการวางหรือขนาดกล่อง ไม่ใช่ของพาเลท เรื่องขนาดพาเลทกับรูปแบบการวาง และการวัดพาเลทที่บรรจุของแล้วแทนพาเลทเปล่า อยู่ใน ขนาดพาเลทกำหนดว่ารถหนึ่งคันบรรทุกได้กี่พาเลท

กล่องชั้นล่างรับน้ำหนักทั้งกอง และกองจะสูงขึ้นตอนที่งานยุ่ง

การวางซ้อนแบบ block stacking คือวางพาเลทซ้อนกันตรง ๆ โดยไม่มีชั้นวาง เป็นวิธีจัดเก็บที่ถูกที่สุด และความสูงถูกจำกัดด้วยสองเรื่อง คือชั้นล่างรับน้ำหนักไหวหรือไม่ และกองตั้งอยู่ได้หรือไม่ สองเรื่องนี้เชื่อมกัน เมื่อชั้นล่างเริ่มยุบ กองจะเอียง และกองที่เอียงคือบรรทัดของล้มในตารางข้างบน

เสาหรือปลอกครอบพาเลทแก้ได้ แต่มีต้นทุน และต้องใช้เวลาใส่และถอดกับทุกพาเลททุกครั้ง

รุ่นที่ฟรีคือกฎหนึ่งข้อกับที่เขียนกฎนั้น กำหนดความสูงซ้อนสูงสุดของสินค้าแต่ละตัว เขียนไว้ที่ตำแหน่งจัดเก็บ ไม่ใช่ในความจำของใคร และทำให้การเกินกฎเป็นการตัดสินใจที่มีชื่อคนรับผิดชอบ ถ้าไม่ทำแบบนี้ ความสูงของกองจะถูกกำหนดโดยความเต็มของคลัง ซึ่งแปลว่ามันจะสูงขึ้นพอดีในสัปดาห์ที่ไม่มีใครมีเวลาไปดู

สองสิ่งที่ทำให้กองแย่กว่าความสูงของมัน และตรวจได้ฟรีทั้งคู่

  • พื้นที่ทรุดตัว กองที่ตั้งบนพื้นเอียงไม่ได้ตั้งตรง น้ำหนักจะย้ายไปลงที่ขอบเดียวของพาเลทชั้นล่าง ซึ่งเป็นขอบที่มีที่รองรับน้อยที่สุด
  • ของที่จัดไม่เข้ารูป กองที่ยื่นหรือเอียงจะถ่ายน้ำหนักของชั้นบนลงผิดตำแหน่งของกล่องชั้นล่าง

นับจำนวนครั้งที่มือแตะของ

การขนถ่ายทุกครั้งคือโอกาสทำของตกอีกครั้ง แนวคิดหน่วยบรรทุกมีไว้เพื่อเรื่องนี้ การเลือกหน่วยบรรทุกให้ถูกจะลดจำนวนครั้งของการเคลื่อนย้าย ทำให้ใช้อุปกรณ์มาตรฐานได้ ลดเวลาขึ้นลงสินค้า และปกป้องสินค้าไปพร้อมกัน

ดังนั้นให้นับ สำหรับสินค้าสิบอันดับแรกของคุณ ของถูกจัดกอง รื้อ และจัดใหม่กี่ครั้งตั้งแต่ผลิตเสร็จจนลูกค้าเซ็นรับ การรื้อแล้วจัดใหม่แต่ละครั้งคือชุดการขนถ่ายเต็มชุด ซึ่งหน่วยบรรทุกแบบอื่น ปริมาณสั่งแบบอื่น หรือหน้าหยิบสินค้าแบบอื่นอาจตัดออกได้ทั้งชุด

ตรงนี้ยังเป็นที่อยู่ของคำถามเรื่องความรับผิดชอบด้วย ใครเป็นคนจัดกองและรื้อกองจริง ๆ คนนั้นถือความเสี่ยงจากสิ่งที่การจัดกองทำกับสินค้า จึงต้องเขียนแบ่งกันให้ชัดเป็นรายสถานที่แทนการเดา อ่านต่อได้ที่ การขึ้นลงสินค้าเป็นหน้าที่ใคร

กรณีศึกษาไทยอีกราย ที่ไม่มีมาตรการไหนเป็นเรื่องบรรจุภัณฑ์

คลังสินค้าของธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องยนต์แก๊สโซลีนทำแบบเดียวกันกับฝั่งขาออก การวิเคราะห์พาเรโตจากเที่ยวรถที่มีปัญหา 18 เที่ยวแบ่งปัญหาการขนส่งเป็นสามอย่าง คือ ขนส่งล่าช้า 13 เที่ยวหรือร้อยละ 72 จำนวนไม่ตรงกับในระบบ 3 เที่ยวหรือร้อยละ 17 และการวางซ้อนทับของสินค้า 2 เที่ยวหรือร้อยละ 11

ต้นทุนประมาณการความเสียหายอยู่ที่ 57,810 บาทต่อเดือนจากการขนส่ง หรือ 693,720 บาทต่อปี และอีก 67,950 บาทต่อเดือน หรือ 815,400 บาทต่อปี จากการตรวจสอบตำแหน่งและคุณภาพสินค้า

มาตรการที่ใช้คือการกำหนดตารางเวลาเที่ยวรถและจุดตรวจสอบมาตรฐานในกระบวนการ หลังจากนั้นปัญหาการขนส่งลดจากร้อยละ 69 เหลือร้อยละ 34 การตรวจสอบตำแหน่งและบาร์โค้ดจากร้อยละ 63 เหลือศูนย์ ต้นทุนประมาณการความเสียหายจากการขนส่งจาก 693,720 เหลือ 355,320 บาทต่อปี รายการตรวจคุณภาพจาก 815,400 เหลือศูนย์ และข้อร้องเรียนลูกค้าลดลงกว่าร้อยละ 75

อ่านรายการมาตรการอีกครั้ง ตารางเดินรถกับจุดตรวจ ไม่มีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อยู่ในนั้นเลย ทั้งที่หนึ่งในสามปัญหาการขนส่งคือการวางซ้อนทับของสินค้าตรง ๆ

ถ้าสงสัยบรรจุภัณฑ์จริง ให้ทดสอบ อย่าเพิ่งซื้อ

บางครั้งกล่องก็เป็นปัญหาจริง ความผิดพลาดตอนนั้นคืออัปเกรดตามความรู้สึก เพราะการอัปเกรดอยู่ถาวร ส่วนความรู้สึกไม่มีราคา

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย ซึ่งอยู่ในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เผยแพร่รายการค่าบริการไว้สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ จากรายการฉบับเดือนพฤศจิกายน 2562 ต่อตัวอย่าง ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายการทดสอบ วิธี บาท
ความต้านแรงกด ASTM D642 1,000
การเรียงซ้อน ISO 2234, ISTA 1,000
ตกกระแทก ตรวจสภาพทั่วไป ต่ำกว่า 40 กก. ASTM D5276, ISO 2248, TAPPI T802 1,000
ตกกระแทก ตรวจสภาพทั่วไป เกิน 40 กก. เช่นเดียวกัน 1,400
สั่นสะเทือนความถี่เดียว ต่ำกว่า 60 กก. ASTM D999, ISO 2247 1,200
กระแทกบนพื้นเอียง ISO 2244, TAPPI T801, ASTM D880 1,000
แรงกดพาเลท JIS Z 0602 1,000

การสั่นแบบสุ่ม ซึ่งใกล้เคียงถนนจริงที่สุด คิดตามเวลาที่ 2,800 บาทต่อชั่วโมง ตัวรายการเองระบุว่าค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า จึงควรสอบถามอัตราปัจจุบันก่อนตั้งงบ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือระดับของตัวเลข การทดสอบสามรายการที่ตอบคำถามว่ากล่องเป็นปัญหาหรือไม่ มีราคาราวเท่ากับกล่องอัปเกรดไม่กี่ร้อยใบ และตอบได้ก่อนที่จะผูกมัดกับกล่องอัปเกรดทั้งปี

มีรายละเอียดหนึ่งในรายการนั้นที่สำคัญกว่าราคา กระดาษต้องทดสอบในสภาวะที่ควบคุม เพราะกระดาษแผ่นเดียวกันทดสอบในอากาศคนละแบบให้ผลคนละอย่าง ISO และ ASTM กำหนดสภาวะมาตรฐานไว้ที่ 23 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 50 ส่วนสภาวะมาตรฐานตาม มอก. ของไทย ซึ่งเป็นสภาวะที่ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทยใช้ทดสอบรายการเหล่านี้ คือ 27 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 65 ซึ่งรายการระบุว่าเป็นสภาวะที่ประเทศเขตร้อนอาจใช้ได้เช่นกัน

ดังนั้นถ้าตัวเลขความแข็งแรงของกล่องคุณมาจากสเปกสากล มันถูกวัดในอากาศที่แห้งกว่าคลังสินค้าไทยในหน้าฝน นี่ไม่ใช่เหตุผลให้ไปซื้อกล่องที่แข็งแรงขึ้น แต่เป็นเหตุผลให้รู้ว่าตัวเลขที่ถืออยู่คือตัวเลขอะไร และให้ทดสอบในสภาวะที่สินค้าของคุณอยู่จริง ก่อนจะสรุปว่าสเปกผ่านหรือไม่ผ่าน

สัปดาห์นี้ทำอะไร

  1. เขียนรายงานความเสียหายของปีที่แล้วใหม่ โดยใส่สถานที่และสาเหตุในทุกบรรทัด ไม่ใช่รหัสสินค้า ถ้าบรรทัดเขียนว่า "สินค้า X เสียหาย 60 กล่อง" ยังใช้งานไม่ได้ ถ้าเขียนว่า "ของชนคานในช่องที่ 4" คุณลงมือได้ทันที
  2. เรียงตามมูลค่าแล้วดูเฉพาะบรรทัดบนสุด กรณีปทุมธานีพบว่าเงินร้อยละ 52 อยู่ในสาเหตุเดียว ลองหาว่าของคุณกระจุกอยู่ในสาเหตุเดียวเท่าไร
  3. ดูรูปแบบรายเดือน ความเสียหายที่โผล่ 3 เดือนจาก 12 มีสาเหตุผูกกับสิ่งที่เปลี่ยน เช่น ฤดูกาล กะทำงาน คนทำงานแทน หรือคลังที่เต็ม ค่าเฉลี่ยทั้งปีจะกลบมันไว้
  4. เอาของตรงไปทาบพาเลทที่จัดเสร็จแล้วห้ากองในช่องส่งออก วัดส่วนยื่นทุกด้าน อะไรที่เกินไม่กี่มิลลิเมตรคือสัดส่วนความแข็งแรงที่คุณจ่ายเงินซื้อไปแล้วและกำลังทิ้ง
  5. เขียนความสูงซ้อนสูงสุดไว้ที่ตำแหน่งจัดเก็บ แยกตามสินค้า และระบุว่าใครมีสิทธิเปลี่ยน
  6. เดินตามเส้นทางที่สินค้าไป แล้วนับจำนวนครั้งของการขนถ่าย จากนั้นถามว่าครั้งไหนบ้างที่หน่วยบรรทุกแบบอื่นตัดออกได้
  7. หลังจากนั้นเท่านั้น ถ้าหลักฐานยังชี้ไปที่กล่อง ให้ส่งตัวอย่างหนึ่งชุดไปทดสอบแรงกด การเรียงซ้อน และการตกกระแทก แล้วให้ผลทดสอบเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ใบเสนอราคา

ถ้าสินค้าถึงปลายทางแล้วเสียหายจริง และคำถามกลายเป็นว่าใครรับผิดชอบ นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งมีคำตอบของตัวเองในกฎหมายไทย อ่านได้ที่ ใครจ่ายเมื่อสินค้าถึงปลายทางแล้วเสียหาย

ประโยคเดียวที่ควรจำ

กล่องที่แข็งแรงขึ้นคือการขึ้นราคากับสินค้าทุกชิ้นที่คุณจะส่งตลอดไป เพื่อแก้ปัญหาที่มักอยู่ในสามจุดเจาะจง และคุณหาสามจุดนั้นเจอได้ด้วยราคาของไม้บรรทัดหนึ่งอัน สีหนึ่งกระป๋อง และการมองรายงานความเสียหายปีที่แล้วอย่างตรงไปตรงมาหนึ่งครั้ง