คนในบริษัทของคุณบอกได้ทันทีว่าลูกค้าสิบอันดับแรกวัดจากยอดขายคือใคร ถ้าถามต่อว่าสิบรายไหนทำกำไรได้มากที่สุด คุณจะได้รายชื่อชุดเดิมกลับมา เพราะนั่นเป็นรายชื่อชุดเดียวที่มีอยู่
โดยทั่วไปมันผิด และผิดในแบบที่บัญชีของคุณแสดงให้เห็นไม่ได้ ต้นทุนในการให้บริการลูกค้าหนึ่งรายถูกรวมอยู่ในกองที่เรียกว่าค่าขนส่ง ค่ากระจายสินค้า หรือค่าโสหุ้ย แล้วถูกเฉลี่ยกลับออกไปในวิธีที่รับประกันว่าจะไม่มีลูกค้ารายใดโดดออกมา
บทความนี้ว่าด้วยกลไกของการเฉลี่ยนั้น เหตุผลที่มันซ่อนการขาดทุนเอาไว้ และวิธีหาให้เจอด้วยงานหนึ่งสัปดาห์ แทนที่จะเป็นโครงการคำนวณต้นทุนทั้งระบบ
การเฉลี่ยต้นทุนตามยอดขายให้อัตรากำไรเท่ากันทุกราย โดยตัวเลขบังคับ
สมมติลูกค้าสามราย ทั้งสามซื้อสินค้าตัวเดียวกันในราคาเดียวกัน ทั้งสามให้อัตรากำไรขั้นต้น 18% ไม่มีอะไรในตัวสินค้าที่แยกพวกเขาออกจากกัน
| ลูกค้า A | ลูกค้า B | ลูกค้า C | |
|---|---|---|---|
| ยอดขายต่อปี บาท | 12,000,000 | 12,000,000 | 1,000,000 |
| พาเลทต่อปี | 360 | 360 | 30 |
| จำนวนคำสั่งซื้อต่อปี | 24 | 240 | 60 |
| ขนาดเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ | 15 พาเลท | 1.5 พาเลท | 0.5 พาเลท |
| การส่ง | เต็มคันรถ 10 ล้อ ในจังหวัดเดียว | สาขาในเมือง ใช้รถ 6 ล้อร่วมเที่ยว | รถ 4 ล้อวิ่งเฉพาะราย 320 กม. ต่อขา |
| จำนวนวันที่ใช้ชำระเงิน | 30 | 90 | 60 |
ทีนี้มาคิดต้นทุนกันจริง สมมติหนึ่งวันรถ 10 ล้อมีต้นทุน 12,000 บาท รถ 6 ล้อ 8,000 บาท และรถ 4 ล้อ 5,000 บาท รถ 10 ล้อรับได้ 15 พาเลท รถ 6 ล้อรับได้ 8 พาเลท ดังนั้นจุดส่งของ B ขนาด 1.5 พาเลทจึงรวมได้ห้าจุดต่อหนึ่งเที่ยวรถ 6 ล้อ ส่วน C อยู่ไกลพอที่การวิ่งไปกลับบวกเวลาขึ้นลงสินค้าใส่ไม่ลงในวันทำงานเดียว แต่ละเที่ยวจึงกินราวหนึ่งวันครึ่งของรถ งานเอกสารตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจนออกใบแจ้งหนี้คิด 250 บาทต่อครั้งไม่ว่าขนาดเท่าใด และต้นทุนของเงินคิดที่ 7% ต่อปี
| ลูกค้า A | ลูกค้า B | ลูกค้า C | |
|---|---|---|---|
| จำนวนวันรถที่ใช้ | 24 | 48 | 90 |
| ค่าขนส่ง บาท | 288,000 | 384,000 | 450,000 |
| งานรับคำสั่งซื้อและเอกสาร บาท | 6,000 | 60,000 | 15,000 |
| เงินที่จมอยู่ในลูกหนี้ | 69,000 | 207,000 | 11,500 |
| รวมต้นทุนการให้บริการ | 363,000 | 651,000 | 476,500 |
| กำไรขั้นต้น บาท | 2,160,000 | 2,160,000 | 180,000 |
| กำไรหลังหักต้นทุนการให้บริการ | 1,797,000 | 1,509,000 | −296,500 |
| คิดเป็นสัดส่วนของยอดขาย | 15.0% | 12.6% | −29.7% |
C ขาดทุนเกือบ 300,000 บาทต่อปี บนยอดขายหนึ่งล้านบาท
ทีนี้ดูว่าบัญชีแสดงอะไร ต้นทุนการให้บริการรวมทั้งสามรายเท่ากับ 1,490,500 บาท บนยอดขาย 25,000,000 บาท คิดเป็น 5.96% เฉลี่ยกลับไปตามสัดส่วนยอดขายอย่างที่รายงานผู้บริหารเกือบทุกฉบับทำ แล้วลูกค้าทุกรายจะรายงานอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 18% ลบ 5.96% หรือ 12.04% ทั้งสามราย เท่ากันเป๊ะ
C ซึ่งกำลังทำลายมูลค่า 296,500 บาท กลับดูเหมือนสร้างกำไรราว 120,000 บาท ตัวเลขที่รายงานผิดไป 417,000 บาท และผิดในทางที่ดูดีเกินจริง
นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางบัญชีที่แก้ได้ด้วยความละเอียดรอบคอบมากขึ้น มันคือคณิตศาสตร์ ฐานการปันส่วนใดก็ตามที่แปรตามยอดขาย จะคืนค่าเฉลี่ยของทั้งบริษัทให้ลูกค้าทุกราย ตัวเลขนั้นไม่เคยมีความสามารถจะบอกอะไรคุณได้เลย เพราะคุณใส่คำตอบลงไปเองตั้งแต่ตอนเลือกฐาน การปันส่วนตามน้ำหนักหรือตามลังก็ทำสิ่งเดียวกันในอีกหน่วยหนึ่ง ซึ่งควรจำไว้ตอนเลือกหน่วยที่ใช้วัดต้นทุนขนส่ง
อะไรบ้างที่ต่างกันจริงระหว่างลูกค้าสองราย
ดูว่า A กับ C แยกจากกันตรงไหน ไม่ใช่ตัวสินค้า ไม่ใช่ราคา ไม่ใช่อัตรากำไร แต่เป็นหกเรื่องนี้
- ขนาดคำสั่งซื้อ ตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุด หนึ่งจุดส่งมีต้นทุนใกล้เคียงกันไม่ว่าจะสิบห้าพาเลทหรือครึ่งพาเลท เพราะสิ่งที่มันกินคือหนึ่งจุดจอด หนึ่งประตู หนึ่งลายเซ็น และหนึ่งช่องเวลาในวันที่มีจำกัด
- ความถี่ของคำสั่งซื้อ หกสิบคำสั่งซื้อเล็กกับสิบสองคำสั่งซื้อใหญ่ขนสินค้าปริมาณเท่ากันได้พอดี แต่แบบหนึ่งมีต้นทุนการส่งสูงกว่าห้าเท่า
- ลูกค้าอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคนอื่น ไม่ใช่ระยะห่างจากคุณ แต่คือระยะห่างจากเที่ยวที่คุณจะวิ่งอยู่แล้ว ลูกค้าที่อยู่บนเส้นทางเดิมแทบไม่มีต้นทุนเพิ่ม ลูกค้าที่อยู่ห่างออกไปสี่สิบกิโลเมตรคือเที่ยววิ่งเฉพาะราย
- ขนาดรถที่ถูกบังคับ สถานที่ที่รถ 10 ล้อเข้าไม่ได้ ได้เลือกรถคันเล็กกว่าให้คุณแล้ว และรถคันเล็กมีต้นทุนต่อหน่วยสินค้าสูงกว่าตั้งแต่ยังไม่ออกจากลาน
- เวลาที่เสียไปที่จุดส่ง ไม่ได้เรียกเก็บ ส่วนใหญ่ไม่ได้บันทึก และมันหักออกจากจำนวนจุดส่งที่รถทำได้ในวันนั้นโดยตรง นี่คือเหตุผลที่เวลารอที่จุดส่งคือค่าเช่าวันที่มีจำกัด ไม่ใช่แค่ความรำคาญ
- ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะจ่ายเงิน อยู่ในหัวข้อถัดไป เพราะคนส่วนใหญ่ตัดข้อนี้ทิ้ง
สังเกตว่าไม่มีข้อไหนปรากฏในรายงานขาย และห้าในหกข้อคนวางแผนขนส่งของคุณรู้อยู่แล้ว ข้อมูลมีอยู่ เพียงแต่ไม่เคยถูกวางไว้ข้างยอดขาย
รูปร่างที่คุณกำลังมองหา
คุณไม่ได้ตามล่าลูกค้าแย่ ๆ รายเดียว คุณกำลังมองหาเส้นโค้ง
รูปแบบที่พบในธุรกิจส่วนใหญ่คือ ราว 20% ของรายการสร้างยอดขาย 80% ถัดมาอีก 30% สร้างราว 15% และครึ่งสุดท้ายของรายการสร้างเพียงราว 5% ครึ่งสุดท้ายนั้นคือที่ที่ตัวขาดทุนอาศัยอยู่ และคำแนะนำมาตรฐานเรื่องนี้ก็ตรงไปตรงมา หางของเส้นโค้งมักไม่คุ้มค่าและควรถูกหยิบมาพิจารณาปรับลด
คำสำคัญคือ พิจารณา หางคือที่ที่ควรไปค้นหา ไม่ใช่รายชื่อที่ต้องตัดทิ้ง บางรายเป็นลูกค้าใหม่ที่ยังไม่โต บางรายเล็กแต่ง่าย เพราะอยู่บนเส้นทางที่คุณวิ่งอยู่แล้ว ประโยชน์ของเส้นโค้งคือมันบอกว่าควรใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ไปตรงไหน และตรงนั้นไม่ใช่สิบอันดับแรก
ใช้คณิตศาสตร์ชุดเดียวกันกับเส้นทาง
เส้นทางซ่อนการขาดทุนด้วยวิธีเดียวกัน เพียงแต่ใช้กิโลเมตรแทนยอดขาย
เส้นทางไม่ใช่ขาไป แต่คือการวิ่งไปกลับ เพราะรถต้องกลับไม่ว่าจะมีคนจ่ายค่าขากลับหรือไม่ คำถามจริงของทุกเส้นทางจึงเป็นว่าสัดส่วนเท่าใดของการวิ่งไปกลับที่มีสินค้าอยู่บนรถ
ประเทศไทยมีตัวอย่างที่วัดไว้แล้ว งานศึกษารถบรรทุกที่ให้บริการเขตปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพบว่า 41.64% ของระยะทางที่วิ่งไม่มีสินค้า และสัดส่วนนี้ขึ้นกับขนาดรถอย่างมาก
| ประเภทรถ | สัดส่วนระยะทางวิ่งเที่ยวเปล่า | สัดส่วนที่มีสินค้า |
|---|---|---|
| 4 ล้อ | 46.26% | 53.74% |
| 6 ล้อ | 38.45% | 61.55% |
| 10 ล้อ | 23.27% | 76.73% |
อ่านคอลัมน์ขวา ที่ต้นทุนต่อกิโลเมตรวิ่งเท่ากัน งานที่ใช้รถ 4 ล้อต้องเก็บต้นทุนคืนจากระยะทางที่มีสินค้า 53.74 กิโลเมตรในทุกร้อยกิโลเมตร ขณะที่รถ 10 ล้อเก็บคืนจาก 76.73 กิโลเมตร นั่นทำให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรที่มีสินค้าของรถ 4 ล้อสูงกว่าราว 43% ก่อนจะนับอย่างอื่นเลย
นี่คือข้อสรุปเดียวกับลูกค้า C เพียงแต่มาจากอีกทาง ลูกค้าที่สถานที่ของเขาบังคับให้ใช้รถคันเล็ก ไม่ได้แค่ใช้รถที่แพงกว่าต่อพาเลท แต่กำลังซื้อสัดส่วนการวิ่งเที่ยวเปล่าที่สูงกว่าไปพร้อมกัน
จากตรงนี้มีกับดักสองข้อ
เส้นทางหนึ่งอาจคุ้มที่จะวิ่งทั้งที่ขาดทุน ถ้าขาไปยังภูมิภาคหนึ่งเป็นทางเดียวที่จะพารถไปรับงานขากลับที่ได้ราคาดี ขาไปนั้นไม่ใช่ธุรกิจแยกต่างหาก ให้ตัดสินเป็นคู่ การแยกการวิ่งไปกลับออกเป็นสองเส้นทางแล้วตัดขาที่ขาดทุนทิ้ง เป็นหนึ่งในสิ่งที่แพงที่สุดที่การวิเคราะห์ต้นทุนจะหว่านล้อมให้คุณทำ
เส้นทางหนึ่งอาจดูดีเพราะไปกินขากลับของคนอื่น เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเดียวกัน ถ้าเส้นทางหนึ่งไปรอดได้เพราะใช้ความจุที่จะกลับมาพร้อมสินค้าอยู่แล้ว มันไม่ได้เพิ่มมูลค่าอย่างที่เห็น
กฎที่ใช้ได้จริงคือ คิดต้นทุนเป็นการวิ่งไปกลับ แล้วถามว่ารถคันนั้นจะไปทำอะไรแทน ถ้าคำตอบตามตรงคือ วิ่งกลับเปล่า เส้นทางนั้นกำลังแบกต้นทุนที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว
เงินก็เป็นต้นทุนการให้บริการ และในไทยมันไม่ใช่ก้อนเล็ก
บรรทัดที่ขาดหายบ่อยที่สุดจากการวิเคราะห์แบบนี้คือลูกค้าที่จ่ายช้า
ในระดับประเทศ รูปร่างของปัญหามองเห็นได้ ในบิลโลจิสติกส์ของไทยปี 2567 ต้นทุนการขนส่งอยู่ที่ 47.9% และต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังอยู่ที่ 44.7% เกือบครึ่งหนึ่งของเงินที่ประเทศใช้ไปกับการเคลื่อนย้ายสินค้า แท้จริงแล้วคือต้นทุนของสินค้าที่อยู่นิ่งและเงินที่จมอยู่ในนั้น ลูกค้าที่ถือเงินสดของคุณไว้เก้าสิบวัน กำลังใช้ทรัพยากรประเภทเดียวกับลูกค้าที่ยึดรถของคุณไว้สามชั่วโมง
การตีราคามันใช้คณิตศาสตร์บรรทัดเดียว ลูกหนี้เฉลี่ยเท่ากับยอดขายคูณจำนวนวันที่ใช้ชำระ หารด้วย 365 แล้วคูณด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของคุณ ตัวเลข 7% ที่ใช้ข้างต้นใกล้เคียงกับจุดอ้างอิงระดับประเทศ สศช. ระบุอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมขั้นต่ำเฉลี่ยที่ 7.1% ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 6.8% ในปี 2566
นั่นคือที่มาของแถวลูกหนี้ในตาราง ลูกค้า B ที่ 90 วันทำให้เงิน 2,958,904 บาทจมโดยเฉลี่ย คิดเป็นต้นทุนราว 207,000 บาทต่อปี ลูกค้า A ที่ 30 วันทำให้เงิน 986,301 บาทจม คิดเป็นราว 69,000 บาท ยอดขายเท่ากัน อัตรากำไรเท่ากัน ต่างกัน 138,000 บาทที่ไม่มีใครมอง
ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่เล็กกว่า มีเกณฑ์ที่ประกาศไว้ให้ใช้อ้างอิง คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าออกแนวทางเรื่องระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้าในกรณีที่ SME เป็นผู้ขาย โดยกำหนด ไม่เกิน 45 วัน สำหรับภาคการค้า ภาคการผลิตและภาคบริการ และ ไม่เกิน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูปขั้นต้น ระยะเวลาที่ยาวกว่านั้นไม่ได้ผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ การตลาดหรือเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายได้ การประวิงเวลาจ่ายเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรถูกระบุเป็นพฤติกรรมที่อาจไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกับการเปลี่ยนระยะเวลาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน
มีสามรายละเอียดในนั้นที่ควรรู้ให้แม่น
- นาฬิกาเริ่มเดินตอนส่งมอบพร้อมเอกสารที่ถูกต้อง ไม่ใช่วันที่บนใบแจ้งหนี้ และไม่ใช่รอบจ่ายสิ้นเดือนของผู้ซื้อ สินค้าต้องตรงตามจำนวน ประเภทและคุณภาพที่ตกลงกัน และเอกสารต้องถูกต้องครบถ้วน ความล่าช้าที่เกิดซ้ำ ๆ จากเอกสารของคุณเองคือต้นทุนที่คุณสร้างขึ้นมา
- เกณฑ์ 30 ถึง 45 วันไม่ได้มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ประกาศระบุไว้ว่าเสนอโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย
- นิยาม SME เข้มขึ้นในปี 2565 กิจการผลิตต้องมีทั้งการจ้างงานไม่เกิน 200 คนและรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท กิจการบริการ ค้าส่งหรือค้าปลีกต้องมีทั้งการจ้างงานไม่เกิน 100 คนและรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาท ก่อนการแก้ไขนั้นเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งก็พอ ธุรกิจที่เข้าข่ายในปี 2564 จึงอาจไม่เข้าข่ายแล้วในวันนี้
เงื่อนไขการชำระเงินตัดได้ทั้งสองทาง และถ้าอยากเห็นภาพจากอีกฝั่งของใบแจ้งหนี้ มันก็เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ผู้ให้บริการขนส่งค่อย ๆ เลิกเสนอราคาให้งานของคุณ
แก้ก่อนจะตัดทิ้ง
การวิเคราะห์ต้นทุนการให้บริการที่จบลงด้วยรายชื่อลูกค้าที่ต้องตัดทิ้ง มักถือว่าล้มเหลว ลูกค้าที่ขาดทุนเกือบทุกรายขาดทุนเพราะวิธีที่เขาถูกให้บริการ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นใคร และรูปแบบนั้นแก้ได้โดยไม่ต้องแตะราคา
ไล่ตามลำดับนี้
- เปลี่ยนรูปแบบการสั่งซื้อ เงินเกือบทั้งหมดอยู่ตรงนี้ C เปลี่ยนจากส่ง 60 เที่ยวต่อปีเป็นส่งเดือนละครั้ง 12 เที่ยว โดยขนสินค้าปริมาณเท่าเดิม ค่าขนส่งลดจาก 450,000 เหลือ 90,000 บาท งานเอกสารลดจาก 15,000 เหลือ 3,000 บาท และลูกค้าที่ขาดทุนปีละ 296,500 บาท กลายเป็นทำกำไร 75,500 บาท ต้นทุนต่อพาเลทที่ส่งลดจาก 15,000 บาทเหลือ 3,000 บาท ไม่มีอะไรในความสัมพันธ์เปลี่ยนไปนอกจากปฏิทิน
- กำหนดขนาดคำสั่งซื้อขั้นต่ำ หรือคิดค่าส่งเมื่อต่ำกว่านั้น การลดขั้นต่ำลงดึงยอดขายเข้ามาและดึงต้นทุนการส่งเข้ามาด้วย ทดสอบทั้งสองด้านก่อนจะขยับไปทางไหนก็ตาม
- ตรึงวันส่ง ลูกค้าที่รับวันอังคารและวันศุกร์ได้ จัดเข้าเส้นทางได้ ลูกค้าที่สั่งเมื่อไรก็ได้จัดเข้าไม่ได้ และกำลังจ่ายค่าเที่ยววิ่งเฉพาะรายโดยไม่รู้ตัว
- ตรวจว่าระดับบริการนั้นเขาขอมาจริงหรือเปล่า การยกระดับบริการมีต้นทุนสูงกว่ามากเมื่ออยู่ใกล้ปลายบนของสเกลเทียบกับช่วงกลาง และการเพิ่มขึ้นสองจุดใกล้ 100% มักแพงมากแต่ลูกค้าที่ได้รับกลับไม่รู้สึกอะไรเลย ต้นทุนการให้บริการบางส่วนคือบริการที่ไม่มีใครอยากได้
- ค่อยคุยเรื่องเงื่อนไขและราคา ถึงจุดนี้คุณรู้แล้วว่ากำลังขออะไรและเพราะอะไร ซึ่งเป็นการสนทนาคนละแบบกับการขอเงินเพิ่มเฉย ๆ
การตัดลูกค้าออกไปนั้นเอาอะไรออกไปจริง ๆ
มีคำเตือนหนึ่งข้อก่อนใครจะลงมือตามการจัดอันดับ
ต้นทุนขนส่งส่วนใหญ่คือรถหนึ่งคันกับหนึ่งวัน และทั้งสองอย่างยังอยู่ต่อไปหลังลูกค้าจากไป ถ้าคุณตัดยอดขายออก 8% แล้วรถยังวิ่งจำนวนวันรถเท่าเดิม คุณตัดยอดขายออกแต่เก็บต้นทุนไว้ ลูกค้าที่เหลือจะรับต้นทุนนั้นทั้งก้อน แล้วรายงานรอบถัดไปจะแสดงตัวขาดทุนชุดใหม่ที่ไตรมาสก่อนยังปกติดี
การทดสอบง่ายมาก ถามว่าทรัพยากรอะไรหายไปจริง ถ้าการตัดลูกค้ารายนั้นทำให้วันรถหนึ่งวัน กะทำงานหนึ่งกะ เที่ยวหนึ่งเที่ยวหรือสถานที่หนึ่งแห่งหายไป การประหยัดนั้นเป็นของจริง ถ้ามันแค่ทำให้ชื่อหนึ่งชื่อหายจากรายการ มันไม่ใช่
นั่นคือการทดสอบเดียวกันว่าการแก้ไขได้ผลหรือไม่ การแก้ของ C ปลดวันรถออกไป 72 วันต่อปี จาก 90 เหลือ 18 วันเหล่านั้นตอนนี้มีไว้ทำอย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่การประหยัดนั้นเป็นของจริง
ทำให้เสร็จในหนึ่งสัปดาห์ ไม่ใช่หนึ่งไตรมาส
การคำนวณต้นทุนฐานกิจกรรมเต็มรูปแบบกับลูกค้าทุกรายเป็นโครงการ และโครงการแบบนั้นมักถูกทิ้งกลางคันตอนที่มีคนขอเวลาเข้าออกประตูรายสถานที่ คุณไม่ต้องการมัน คุณต้องการการจัดอันดับ และการจัดอันดับอยู่รอดได้ด้วยตัวเลขหยาบ ๆ
- ข้อมูลหนึ่งไตรมาสก็พอ ยาวพอจะครอบคลุมความผันผวนปกติ และสั้นพอที่จะมีคนดึงข้อมูลออกมาให้จริง
- เอาลูกค้า 20 อันดับแรกตามยอดขาย บวกอีก 20 รายที่สุ่มจากหาง ยี่สิบอันดับแรกคือที่ที่เงินอยู่ หางคือที่ที่การขาดทุนอยู่ ตรงกลางรอไว้ก่อนได้
- เก็บห้าช่องต่อลูกค้าหนึ่งราย จำนวนเที่ยวส่ง ขนาดเฉลี่ยต่อเที่ยว ประเภทรถที่ใช้ ส่งร่วมเที่ยวหรือวิ่งเดี่ยว และจำนวนวันเฉลี่ยที่ใช้ชำระเงิน
- ใช้อัตราเดียวต่อวันรถ อัตราเดียวต่อจุดส่ง และอัตราเดียวต่อคำสั่งซื้อ ค่าเฉลี่ยใช้ได้ คุณกำลังจัดอันดับลูกค้าเทียบกันเอง ไม่ได้ทำงบการเงิน
- คิดเส้นทางเป็นการวิ่งไปกลับ พร้อมเขียนสัดส่วนระยะทางที่มีสินค้ากำกับไว้ข้างแต่ละเส้น
- ตรวจอันดับกับคนที่ทำงานจริงก่อนเอาไปให้ใครดู พนักงานจ่ายงานจะบอกคุณได้ในสิบนาทีว่าสถานที่ไหนกินเวลาทั้งบ่าย และนั่นคือต้นทุนที่ข้อมูลของคุณไม่มี
ถ้าคำตอบเปลี่ยนสิ่งที่ใครสักคนทำ แปลว่ามันแม่นพอแล้ว ถ้าไม่เปลี่ยน ทศนิยมเพิ่มอีกกี่ตำแหน่งก็ไม่ช่วย
สิ่งที่ควรเปลี่ยนในวันจันทร์
- หาให้เจอว่าบัญชีของคุณปันส่วนต้นทุนขนส่งให้ลูกค้าด้วยฐานอะไร ถ้าฐานคือยอดขาย น้ำหนักหรือจำนวนลัง อัตรากำไรรายลูกค้าในรายงานของคุณไม่มีข้อมูลอยู่เลย
- ดึงข้อมูลหนึ่งไตรมาส ลูกค้ารายใหญ่ 20 ราย และจากหางอีก 20 ราย จำนวนเที่ยวส่ง ขนาดต่อเที่ยว ประเภทรถ ร่วมเที่ยวหรือวิ่งเดี่ยว และจำนวนวันที่ใช้ชำระ
- คิดต้นทุนแต่ละรายเป็นวันรถ ไม่ใช่กิโลเมตร วันคือสิ่งที่หมดก่อน
- เติมบรรทัดลูกหนี้เข้าไป ยอดขายคูณจำนวนวัน หารด้วย 365 คูณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของคุณ
- จัดอันดับตามกำไรหลังหักต้นทุนการให้บริการ แล้วดูที่ท้ายตาราง ไม่ใช่ที่หัวตาราง
- สำหรับตัวขาดทุนแต่ละราย ถามเรื่องรูปแบบการสั่งซื้อก่อน ว่าลดจำนวนเที่ยวส่งลงเหลือน้อยที่สุดเท่าไรที่ยังขนสินค้าเท่าเดิมได้
- สำหรับทุกเส้นทาง เขียนสัดส่วนระยะทางที่มีสินค้าของการวิ่งไปกลับกำกับไว้ แล้วถามว่ารถคันนั้นจะไปทำอะไรแทน
- ก่อนตัดใครออก ระบุให้ได้ว่าวันรถ กะทำงาน หรือสถานที่ไหนที่จะหายไป ถ้าระบุไม่ได้ คุณกำลังยกยอดขายทิ้งไปแล้วเก็บต้นทุนไว้
เป้าหมายไม่ใช่ใบให้คะแนน แต่คือครั้งหน้าที่มีคนพูดว่าลูกค้ารายนี้สำคัญ ทุกคนในห้องจะรู้ว่าเขาหมายถึงครึ่งไหนของประโยคนั้น
