VWTVWT
← บทความทั้งหมด

การยึดสินค้าบนรถบรรทุก: กฎหมายไทยกำหนดอะไร

เผยแพร่เมื่อ 15 ตุลาคม 2569 · อ่าน 2 นาที

กฎหมายไทยสั่งให้ผู้ขับขี่ป้องกันไม่ให้สินค้าตกหล่น แต่ไม่ได้บอกว่าต้องรัดแน่นแค่ไหน ใช้สายรัดกี่เส้น หรือรถเบรกแรงเท่าไรสินค้าจึงจะไม่ขยับ ช่องว่างตรงนี้คือจุดที่สินค้าหลุดจากท้ายรถ บทความนี้สรุปสิ่งที่กฎหมายไทยกำหนดไว้จริง แล้วยืมวิธีที่ทดสอบแล้วมาเติมส่วนที่กฎหมายไม่ได้พูดถึง

คำตอบสั้น

  • กฎหมายไทยกำหนดหน้าที่ ไม่ได้กำหนดตัวเลข พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 20 ให้ผู้ขับขี่จัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้สินค้าตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ แต่ไม่ระบุแรง สายรัด หรือจำนวน
  • ถูกปรับได้สองฝ่าย ผู้ขับขี่ตามกฎหมายจราจรและกฎหมายขนส่ง และผู้ประกอบการหากรถไม่มีอุปกรณ์ตามกฎกระทรวง ปรับได้ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ตู้คอนเทนเนอร์มีตัวเลข กรมการขนส่งทางบกแจ้งในปี 2566 ว่าแต่ละตู้ต้องมีอุปกรณ์ยึดอย่างน้อย 4 จุด พร้อมแผ่นแสดงสถานะการล็อก
  • สินค้าอื่นให้ใช้มาตรฐานที่ทดสอบแล้ว หน่วยงานกำกับของออสเตรเลียกำหนดให้ระบบยึดรับ 80% ของน้ำหนักสินค้าไปข้างหน้า และ 50% ไปด้านข้างและด้านหลัง ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่เป็นตัวเลขที่เขียนลงสัญญาได้
  • การยันสินค้าติดหัวรถที่รับแรงได้ลดสายรัดเหลือหนึ่งในสาม ในตัวอย่างคำนวณของหน่วยงานกำกับเอง

กฎหมายไทยกำหนดอะไร

บทบัญญัติ เนื้อหา ค่าปรับในข้อความที่อ่าน
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.20 ผู้ขับขี่รถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของ ต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อความเดือดร้อน ทำให้ทางสกปรก เสื่อมเสียสุขภาพ หรือเป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน ไม่เกิน 500 บาท (ม.148 ข้อความเดิม)
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.128 และ ม.129 ห้ามวางหรือทิ้งเศษแก้ว ตะปู ลวด น้ำมัน กระป๋อง หรือสิ่งอื่นบนทางอันอาจเป็นอันตรายหรือกีดขวาง ผู้ที่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวในความดูแลของตนตกหกบนทางต้องเก็บกวาดทันที ม.129 ไม่เกิน 500 บาท (ม.148 ข้อความเดิม)
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ม.71 รถที่ใช้ในการขนส่งต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบตามกฎกระทรวง ไม่เกิน 50,000 บาท (ม.148)
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ม.102 (4) ผู้ประจำรถต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการขนส่งตามกฎกระทรวง ไม่เกิน 5,000 บาท (ม.127)

สามข้อที่ควรจำ

  • 500 บาทคือตัวเลขเดิม พ.ร.บ.จราจรทางบกถูกแก้ไขหลายครั้ง รวมถึงฉบับที่ 13 ปี 2565 และไม่สามารถอ่านมาตรา 148 ฉบับแก้ไขได้ จึงไม่ควรอ้างว่า 500 บาทเป็นค่าปรับปัจจุบัน
  • มาตรา 20 ระบุผลที่ต้องป้องกัน ไม่ได้ระบุอุปกรณ์ ตกหล่น รั่ว ส่งกลิ่น สะท้อนแสง และปลิว คือผลที่ต้องไม่เกิด จะใช้ผ้าใบ สายรัด แผงกั้น หรือตัวล็อกตู้ก็ได้
  • รายละเอียดอยู่ในกฎกระทรวง ซึ่งยังไม่ได้อ่านในบทความนี้ ทั้งมาตรา 71 และ 102 (4) ส่งรายละเอียดไปที่กฎกระทรวง ผู้ที่ต้องการรายการอุปกรณ์ของรถแต่ละประเภทควรขอเลขที่กฎกระทรวงจากกรมการขนส่งทางบกหรือผู้ขนส่ง

ตู้คอนเทนเนอร์: จุดเดียวที่มีตัวเลขของไทย

หลังมีข่าวตู้ตกจากรถบ่อยครั้ง โฆษกกรมการขนส่งทางบกแจ้งในเดือนตุลาคม 2566 ว่ากรมฯ คาดหวังสิ่งต่อไปนี้

  • อุปกรณ์ยึดอย่างน้อย 4 จุดต่อตู้ วางให้กระจายน้ำหนัก
  • แผ่นแสดงสถานะการล็อกที่อุปกรณ์แต่ละจุด สีเหลืองหรือขาวเมื่อล็อก สีแดงเมื่อไม่ล็อก
  • อุปกรณ์สะท้อนแสงที่มองเห็นตอนกลางคืนในระยะอย่างน้อย 150 เมตร

ข้อความเดียวกันระบุค่าปรับ ผู้ประกอบการไม่เกิน 50,000 บาทตามมาตรา 71 และ 148 ผู้ขับรถที่ไม่ล็อกตู้ไม่เกิน 5,000 บาทตามมาตรา 102 (4) และ 127 ไม่พบประกาศของกรมฯ ฉบับจริง ตัวเลขจึงเป็นไปตามที่มติชนรายงาน

สำหรับผู้ส่งสินค้า การตรวจทำได้ในไม่กี่วินาทีที่ประตู คือต้องเห็นแผ่นสี่แผ่นแสดงสีล็อกครบก่อนรถออกจากโรงงาน

สินค้าอื่น ตัวเลขต้องมาจากที่อื่น

กฎหมายไทยไม่ได้บอกว่าระบบยึดต้องรับแรงเท่าไร หน่วยงานกำกับของออสเตรเลียกำหนดไว้ มาตรฐานที่ระบบยึดต้องรับได้คือ

ทิศทาง แรงที่ระบบยึดต้องรับ เกิดจาก
ไปข้างหน้า 80% ของน้ำหนักสินค้า เบรกแรง
ด้านข้าง 50% ของน้ำหนักสินค้า เข้าโค้ง
ไปด้านหลัง 50% ของน้ำหนักสินค้า เร่งออกตัว ถอยหลัง
ในแนวขึ้น 20% ของน้ำหนักสินค้า เฉพาะเมื่อพึ่งแรงเสียดทาน การกระเด้งขึ้นลง

สินค้า 10 ตัน หมายถึงแรง 8 ตันไปข้างหน้า และ 5 ตันไปด้านข้าง ในตัวอย่างของคู่มือเอง สายรัดหนึ่งเส้นรับได้ราว 500 กก. ไปข้างหน้าเมื่อสินค้าไม่ได้ยัน จำนวนสายรัดจึงเป็นผลคำนวณ ไม่ใช่ความรู้สึก

กฎนี้เป็นของออสเตรเลีย สร้างสำหรับรถและอุปกรณ์ของออสเตรเลีย ไม่ผูกพันในไทย แต่มีประโยชน์เหมือนมาตรฐานทั่วไป คือเป็นตัวเลขที่สองฝ่ายตกลงกันได้ก่อนรถออก

ตัวอย่างคำนวณของหน่วยงานกำกับ

คู่มือคำนวณหนึ่งกรณี พาเลท 2 ใบต่อแถว ใบละ 700 กก. แถวละ 1,400 กก. พาเลทไม้บนพื้นเหล็กของรถกระบะพื้นเรียบ ซึ่งแรงเสียดทานปานกลาง สายรัดผ้า 50 มม. ขันด้วยวินช์ของรถ มุมสายรัดเกิน 60 องศา

ตำแหน่งสินค้า สายรัดต่อแถว เหตุผล
ยันติดหัวรถที่รับแรงได้ (ช่องว่างรวมไม่เกิน 200 มม.) 1 สายรัดหนึ่งเส้นรับได้ 2,000 กก. มากกว่าแถวละ 1,400 กก.
ไม่ได้ยัน 3 สามเส้นรับได้ 1,500 กก. เกินแถวเล็กน้อย

สองบทเรียน

  • การยันคือวิธีแก้ที่ถูกที่สุด ห้าแถวที่ไม่ยันต้องใช้ 15 เส้น ห้าแถวที่ยันใช้ 5 เส้น คู่มือย้ำว่าทุกแถวรับแรงไปข้างหน้า ไม่ใช่เฉพาะแถวหน้า จึงต้องคำนวณทีละแถว
  • ถ้าไม่ยัน สายรัดต้องรับแรงไปข้างหน้า 80% เต็มจำนวน จำนวนสายรัดจึงเพิ่มเป็นสามเท่า

สี่เรื่องที่ทำให้การคำนวณพังเงียบ ๆ

  • แรงเสียดทานคือจุดที่ต่ำที่สุดในสินค้า ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย คู่มือบอกให้ออกแบบตามค่าต่ำสุด น้ำมัน น้ำ ฝุ่น และทรายลดแรงเสียดทานลงมาก แผ่นยางกันลื่นมักให้ค่าสถิตสูงกว่า 0.6 แต่พื้นผิวที่เปื้อนฝุ่นหรือน้ำมันอาจลดลง
  • พื้นที่สัมผัสที่มากขึ้นไม่เพิ่มแรงเสียดทาน พาเลทกว้างไม่ฝืดกว่าพาเลทแคบ
  • สินค้าสูงพลิกก่อนไถล สินค้าพลิกไปข้างหน้าถ้าความยาวฐานน้อยกว่า 80% ของความสูง และพลิกไปด้านข้างถ้าความกว้างน้อยกว่า 50% ของความสูง
  • สายผ้าและเชือกยืดและหย่อน ต้องตรวจบ่อยระหว่างทาง ไม่ใช่เฉพาะที่ประตูโรงงาน

สิ่งที่ควรเขียนลงเอกสาร

  1. ระบุสินค้าเป็นตัวเลขในใบสั่งงานขนส่ง น้ำหนักต่อแถว ยันได้หรือไม่ และพื้นผิวที่วางอยู่
  2. ถามผู้ขนส่งว่าใช้สายรัดกี่เส้นต่อแถว และพิกัดรับแรงเท่าไร คู่มือระบุว่าไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่ไม่มีพิกัด
  3. ยันสินค้า ขนสินค้าชิดหัวรถให้ช่องว่างรวมน้อย พาเลทที่พอดีความกว้างด้านในตามที่อธิบายใน ขนาดพาเลทและความพอดีของรถบรรทุก ช่วยให้มีช่องว่างให้อุดน้อยลง
  4. ระบุว่าใครเป็นผู้ยึดสินค้า การยึดเป็นหนึ่งในงานห้าอย่างของการขึ้นลงสินค้า และผู้ขับขี่มีหน้าที่ตามกฎหมายแม้สินค้าจะถูกจัดโดยคนอื่น ดู ใครขึ้นสินค้า ใครลงสินค้า
  5. ให้เวลากับการรัด แถวที่ไม่ยันใช้สายรัดสามเท่า ถ้าคิวโดคตั้งอยู่บนกรณียัน คนขับจะมาสายหรือรัดไม่ครบ
  6. กำหนดว่าใครเก็บของที่ตก มาตรา 129 ให้ผู้ที่ดูแลสิ่งนั้นเก็บกวาดทันที ตกลงล่วงหน้าว่าใครโทร ใครไปที่เกิดเหตุ

สินค้าที่ถูกกฎหมายตอนปิดประตูและอยู่นิ่งตอนเบรกแรงครั้งแรกคือทั้งหมดของงานนี้ หน้าที่ในมาตรา 20 มีประโยคเดียว มาตรฐานที่ทำให้ตรวจสอบได้มีหนึ่งหน้า และตกลงกันล่วงหน้าได้