ในข้อตกลงขนส่งทุกฉบับมีตัวเลขหนึ่งที่ไม่มีใครไปเปิดหาที่ไหนได้ นั่นคือคุณรับปากจ่ายค่ารถกี่คันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ก็ตาม
ตั้งสูงเกินไป คุณก็ซื้อกำลังที่จอดนิ่งอยู่ในลาน ตั้งต่ำเกินไป คุณก็ใช้เวลาทั้งปีไล่ซื้อรถเป็นวัน ๆ ในราคาที่ตลาดตั้งให้เช้าวันนั้น ส่วนใหญ่จบเรื่องนี้ด้วยการหยิบสัปดาห์ที่งานเยอะมาหนึ่งสัปดาห์ ปัดขึ้น แล้วไม่กลับมาดูอีกเลย
ตัวเลขนี้หาได้ มันตกออกมาจากการคำนวณสองชุด และเป็นคนละชุดกัน ชุดหนึ่งตีราคารถ อีกชุดหนึ่งนับวันที่รถทำงานได้จริง การทำแค่ชุดแรกคือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
ปริมาณงานรายสัปดาห์คือรูปร่าง ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
ก่อนอื่นคุณต้องได้รูปร่างนั้นมาก่อน เอาข้อมูลการจ่ายงานย้อนหลังแปดถึงสิบสองสัปดาห์ หนึ่งบรรทัดต่อหนึ่งวันทำการ แล้วเขียนจำนวนวันรถที่วันนั้นต้องใช้จริง ไม่ใช่จำนวนที่จองไป และไม่ใช่น้ำหนัก วันรถคือหน่วยที่ซื้อขายกันจริง และเป็นหน่วยที่ผู้ให้บริการขนส่งใช้ตั้งราคา
ที่ได้คือการกระจายตัว ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย สมมติว่าหกสิบวันทำการออกมาแบบนี้
| วันรถที่ต้องใช้ | จำนวนวันที่อยู่ระดับนั้น |
|---|---|
| 4 | 6 |
| 5 | 12 |
| 6 | 18 |
| 7 | 13 |
| 8 | 7 |
| 9 | 3 |
| 10 | 1 |
รวมเป็น 376 วันรถในหกสิบวัน เฉลี่ย 6.27 และสูงสุด 10 ทั้งสองตัวเลขจริงทั้งคู่ และไม่มีตัวไหนเป็นคำตอบ
สิ่งที่ตารางนี้บอกทันทีคือการจัดกำลังไว้ที่จุดสูงสุดมีราคาเท่าไร ผูกรถไว้สิบคัน รถจะมีงานทำ 376 วันจาก 600 วัน หรือร้อยละ 62.7 อีก 224 วันคือวันที่จ่ายเงินแล้วรถจอด และจุดสูงสุดที่เกิดขึ้นครั้งเดียวไม่ได้จ่ายค่าวันเหล่านั้นให้
ผูกไว้ระหว่างค่าเฉลี่ยกับสูงกว่านั้นเล็กน้อย
หลักคร่าว ๆ ที่ใช้กันและใช้ได้ดีคือ จัดกำลังไว้ระหว่างค่าเฉลี่ยกับค่าเฉลี่ยบวกร้อยละ 10 ถึง 20 แล้วซื้อส่วนที่เหลือเป็นวัน ๆ ตามตัวเลขข้างบนคือผูกไว้เจ็ดคัน เพราะ 6.27 บวกร้อยละ 15 เท่ากับ 7.21
ลองคิดอัตราการใช้ประโยชน์ที่แต่ละระดับ แล้วรูปร่างของการแลกจะปรากฏออกมา
| จำนวนรถที่ผูกไว้ | วันรถที่ใช้จริง | วันรถที่ผูกไว้ | อัตราการใช้ประโยชน์ | จำนวนวันที่ต้องหารถเสริม |
|---|---|---|---|---|
| 5 | 294 | 300 | 98.0% | 42 |
| 6 | 336 | 360 | 93.3% | 24 |
| 7 | 360 | 420 | 85.7% | 11 |
| 8 | 371 | 480 | 77.3% | 4 |
| 9 | 375 | 540 | 69.4% | 1 |
| 10 | 376 | 600 | 62.7% | 0 |
อัตราการใช้ประโยชน์ตกเร็วมากเมื่อเกินค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลักคร่าว ๆ นั้นกำลังป้องกันคุณอยู่ แต่อัตราการใช้ประโยชน์ไม่ใช่เงิน การจะเปลี่ยนตารางนี้ให้เป็นการตัดสินใจได้ ต้องตีราคารถคันที่คุณกำลังคิดจะเพิ่ม
รถที่ผูกเพิ่มแต่ละคันตัดอะไรออกไปได้จริง
รถที่ผูกไว้ทุกคันมีต้นทุนเท่ากัน คือหกสิบวันรถในช่วงเวลานี้ จ่ายไม่ว่าจะได้ใช้หรือไม่ ที่ต่างกันคือมันตัดวันที่ขาดไปได้เท่าไร
| รถคันที่กำลังเพิ่ม | วันรถที่ขาดซึ่งถูกตัดออก | ราคารถเสริมที่ต้องแพงกว่า |
|---|---|---|
| คันที่ 5 | 54 | 1.11 เท่าของรถที่ผูกไว้ |
| คันที่ 6 | 42 | 1.43 เท่า |
| คันที่ 7 | 24 | 2.50 เท่า |
| คันที่ 8 | 11 | 5.45 เท่า |
| คันที่ 9 | 4 | 15.0 เท่า |
| คันที่ 10 | 1 | 60.0 เท่า |
ดูที่คอลัมน์สุดท้าย รถคันที่ห้าคุ้มตัวเองถ้าวันหนึ่งที่ซื้อจากตลาดแพงกว่าวันที่ผูกไว้เกิน 1.11 เท่า ซึ่งแพงกว่าเสมอ คันที่หกต้องการส่วนต่างร้อยละ 43 ซึ่งเป็นไปได้ คันที่เจ็ดต้องการให้ตลาดคิดราคาสองเท่าครึ่งของอัตราตามสัญญาของคุณ ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้น คันที่แปดต้องการห้าเท่าครึ่ง และหลังจากนั้นตัวเลขก็เลิกเป็นเรื่องของการขนส่งไปแล้ว
นี่คือผลลัพธ์ที่ฟังแล้วไม่สบายใจ และเป็นเลขคณิตไม่ใช่ความเห็น คือ ถ้าดูที่ราคาอย่างเดียว การผูกกำลังมักหยุดอยู่ที่ค่าเฉลี่ยหรือต่ำกว่านั้นเล็กน้อย ไม่ใช่สูงกว่า หลักคร่าว ๆ ตั้งไว้สูงกว่าที่เงินบอกอยู่นิดหนึ่ง เพราะหลักคร่าว ๆ กำลังซื้ออย่างอื่นอยู่เงียบ ๆ
สิ่งที่มันซื้อคือความพร้อมของรถ และความพร้อมต้องถูกยกมาเถียงแยกต่างหาก ถ้ารถคันพิเศษนั้นมีไว้เพื่อไม่ให้มีวันไหนล้มเหลว ก็ต้องตีราคามันกับต้นทุนของความล้มเหลว ไม่ใช่กับราคารถเสริมหนึ่งวัน สองอย่างนี้คนละสมการ และการเอามาปนกันคือวิธีที่กองรถโตขึ้นโดยไม่มีใครตัดสินใจให้โต
มีข้อตรวจสอบหนึ่งข้อก่อนที่ทั้งหมดนี้จะมีความหมาย การคำนวณทั้งชุดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าวันรถที่ผูกไว้ต้องจ่ายไม่ว่าจะใช้หรือไม่ ส่วนวันรถเสริมจ่ายเฉพาะเมื่อวิ่ง ถ้าข้อตกลงที่คุณเรียกว่าผูกกำลังนั้นเก็บเงินเฉพาะวันที่คุณใช้ แปลว่าคุณไม่ได้ผูกอะไรไว้เลย คุณมีข้อตกลงแบบซื้อเป็นครั้งที่ตั้งชื่อให้ฟังดูอุ่นใจ และความเสี่ยงที่คุณคิดว่าจ่ายเงินโอนไปแล้วยังอยู่กับผู้ให้บริการขนส่ง
รถที่ผูกไว้ไม่เท่ากับรถที่พร้อมใช้
การคำนวณชุดที่สองไม่เกี่ยวกับปริมาณงานเลย มันนับว่ารถหนึ่งคันกับพนักงานขับรถหนึ่งคนส่งของได้กี่วันตามกฎหมาย
เริ่มจากปฏิทิน ลูกจ้างมีสิทธิได้วันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งวัน เท่ากับ 52 วัน วันหยุดตามประเพณีต้องประกาศล่วงหน้าอย่างน้อยปีละสิบสามวัน และถ้าวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างได้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป ดังนั้นสิบสามวันนั้นจะถูกวันหยุดประจำสัปดาห์กลืนไปไม่ได้ เมื่อทำงานครบหนึ่งปีแล้ว ยังมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อยหกวันทำงานเพิ่มอีก
เหลือ 294 วัน จาก 313 วันที่หน่วยงานซึ่งทำงานสัปดาห์ละหกวันเปิดทำการ พนักงานขับรถหนึ่งคนครอบคลุมปีทำการของคุณได้ร้อยละ 93.9 และอีก 19 วันเป็นของคนอื่น ทั้งหมดนี้ยังไม่นับวันลาป่วย วันอบรม วันตรวจสภาพ หรือวันเข้าอู่แม้แต่วันเดียว
พลิกกลับกัน การให้รถหนึ่งคันวิ่งครบทั้ง 313 วันต้องใช้พนักงานขับรถ 1.065 คน รถที่ผูกไว้สิบคันต้องมีพนักงานขับรถสิบเอ็ดคนจึงจะเป็นสิบคันจริง ถ้าข้อตกลงที่คุณซื้อมีรถสิบคันและพนักงานขับรถสิบคน แปลว่าคุณซื้อวันรถที่ไม่พร้อมใช้แบบเงียบ ๆ ไว้ราวปีละ 190 วัน และมันจะโผล่ออกมาเป็นการปฏิเสธงานในวันที่คุณไม่ได้เลือก
ตรงนี้มีเครื่องมือหนึ่งที่แทบไม่มีใครใช้ เฉพาะงานขนส่ง นายจ้างกับลูกจ้างอาจตกลงกัน ล่วงหน้า ให้สะสมวันหยุดประจำสัปดาห์และเลื่อนไปหยุดทีหลังได้ แต่ต้องอยู่ในสี่สัปดาห์ติดต่อกัน นี่คือกลไกตามกฎหมายที่ย้ายวันหยุดออกจากช่วงสิ้นเดือนของคุณไปไว้ในสัปดาห์ที่เงียบซึ่งตามมา ต้องตกลงกันไว้ก่อน ยืดเกินสี่สัปดาห์ไม่ได้ และไม่แตะวันหยุดตามประเพณีสิบสามวัน ภายในขอบเขตนั้นมันคือกำลังฟรีที่มีอยู่แล้วในข้อตกลงเดิม
ตลาดที่คุณหารถเสริมได้ ไม่ใช่ตลาดที่คุณมองเห็น
แผนทั้งหมดข้างบนตั้งอยู่บนการที่คุณซื้อรถหนึ่งวันได้เมื่อต้องการ เรื่องนี้จริงแค่ไหนขึ้นกับว่าคุณอยู่ที่ไหน และจริงน้อยกว่าที่รถบนถนนทำให้รู้สึกมาก
กรมการขนส่งทางบกนับใบอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถบรรทุกได้ 38,071 ฉบับ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เทียบกับใบอนุญาตส่วนบุคคล 312,558 ฉบับ สองตัวเลขนี้อธิบายคนละเรื่อง ใบอนุญาตส่วนบุคคลครอบคลุมการขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง ไม่ได้อนุญาตให้รับจ้างขนส่ง และผู้ถือขายวันรถให้คุณไม่ได้ ไม่ว่าจะมีรถจอดอยู่หน้าบ้านกี่คัน รถส่วนใหญ่ที่คุณเห็นอยู่ในตัวเลขที่สอง และไม่ได้มีไว้ให้คุณในราคาใดเลย
ในบรรดา 38,071 รายที่รับขนให้คุณได้ การกระจายตามขนาดสำคัญกว่ายอดรวม สำนักการขนส่งสินค้าของกรมจัดกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางด้วยรถบรรทุกตามจำนวนรถ และจากผู้ประกอบการ 40,570 รายที่นับได้ มี 33,502 รายที่มีรถสิบคันหรือน้อยกว่า คิดเป็นร้อยละ 82.6 ของตลาด มีเพียง 1,842 ราย หรือร้อยละ 4.5 ที่มีรถเกินห้าสิบคัน
ทีนี้ดูจังหวัดของคุณเอง เพราะนั่นคือตลาดที่คุณโทรถึงได้จริงในเช้าวันอังคาร
- ใน 76 จังหวัดกับกรุงเทพมหานคร มี 16 พื้นที่ที่มีผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางซึ่งมีรถเกินสามสิบคันอยู่ไม่ถึงห้าราย
- แม่ฮ่องสอนมีผู้ประกอบการไม่ประจำทาง 56 ราย และไม่มีรายใดเลยที่มีรถเกินสามสิบคัน
- กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสมุทรปราการรวมกันถือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุด 741 รายจาก 1,842 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.2
- อุบลราชธานีมีผู้ประกอบการ 2,144 ราย ซึ่งฟังดูลึก จนกระทั่งเห็นว่า 2,029 รายมีรถสิบคันหรือน้อยกว่า และมีเพียง 14 รายที่มีรถเกินห้าสิบคัน
สองอย่างตามมา อย่างแรก ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ตลาดรถเสริมกว้างแต่ตื้น คือมีผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่แทบไม่มีรายไหนรับงานที่พุ่งขึ้นสามคันในเวลาสั้น ๆ ได้ พีคของคุณไม่ได้แก้ด้วยโทรศัพท์สายเดียว แต่แก้ด้วยสี่สาย อย่างที่สอง ความลึกเป็นเรื่องของพื้นที่ ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ทำการขนส่งในท้องที่ที่ระบุไว้ และการใช้รถทำการขนส่งนอกท้องที่ที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียนเป็นความผิดที่ปรับตามจำนวนรถ คันละไม่เกินห้าพันบาทต่อวันจนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ห่างไปสองจังหวัดจึงไม่ใช่ผู้ให้บริการของคุณโดยอัตโนมัติ
ถ้าจังหวัดของคุณอยู่ในครึ่งที่ตื้น ข้อโต้แย้งเรื่องความพร้อมของรถสำหรับการผูกเพิ่มอีกหนึ่งคันจะหนักแน่นขึ้น และข้อโต้แย้งเรื่องราคาก็ไม่ต้องชนะด้วยตัวเองอีกต่อไป
ทำไมผู้ให้บริการขนส่งจึงเพิ่มรถให้คุณสองคันทันทีไม่ได้
เมื่อคุณขอกำลังเฉพาะจากหกคันเป็นแปดคัน แล้วคำตอบคือขอเวลาสองสามสัปดาห์ นั่นมักไม่ใช่การถ่วงเวลา
จำนวนรถที่ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางต้องใช้ในการประกอบการไม่ใช่ทางเลือกทางธุรกิจ แต่เป็นเงื่อนไขที่นายทะเบียนโดยอนุมัติของคณะกรรมการเขียนไว้ในใบอนุญาต พร้อมกับลักษณะและเครื่องหมายของรถ เกณฑ์การบรรทุก จำนวนผู้ประจำรถ ท้องที่ที่ทำการขนส่ง มาตรฐานบริการ อัตราค่าขนส่ง สถานที่หยุดและจอด และสถานที่เก็บ ซ่อม และบำรุงรักษารถ การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งมีโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
ที่ควรสังเกตคือสิ่งที่กฎหมายไม่ได้พูด ผู้ประกอบการขนส่งประจำทางที่มีรถขาดจากจำนวนในใบอนุญาตถูกปรับตามจำนวนรถที่ขาด เป็นรายคันรายวัน จนกว่าจะแก้ไข ส่วนผู้ประกอบการไม่ประจำทางเจอโทษปรับก้อนเดียวแทน ใบอนุญาตจึงกำหนดรูปร่างกองรถของผู้ให้บริการขนส่งของคุณ แต่ไม่ใช่สิ่งที่บังคับให้รถมาถึงหน้าโรงงานคุณในเช้าวันจันทร์ หน้าที่นั้นเป็นของสัญญาที่คุณทำ และถ้าสัญญาไม่ได้ระบุจำนวนวันรถต่อสัปดาห์ ก็ไม่มีอะไรอื่นระบุแทนให้
ผลในทางปฏิบัติคือมีระยะเวลานำ การเปลี่ยนกำลังที่ผูกไว้ไปแตะเงื่อนไขในใบอนุญาต แตะลานจอด และแตะจำนวนผู้ประจำรถ จึงควรขอล่วงหน้าหนึ่งไตรมาส ไม่ใช่หนึ่งสัปดาห์ และควรคาดหวังว่าผู้ให้บริการขนส่งจะขอสัญญายาวพอที่จะคุ้มกับการเปลี่ยนนั้น เหตุผลเดียวกันนี้คือเหตุผลที่งานแจ้งกระชั้นถูกตั้งราคาแบบที่เห็น และเป็นเหตุผลที่งานซึ่งมาถึงโดยไม่บอกล่วงหน้าถูกปฏิเสธแทนที่จะถูกลดราคา
การตั้งตัวเลข และสิ่งที่ต้องเขียนลงไป
- สร้างการกระจายตัวขึ้นมา แปดถึงสิบสองสัปดาห์ของวันทำการ วันละหนึ่งตัวเลข คือวันรถที่ต้องใช้จริง อย่าตัดวันไหนทิ้งเพราะมันผิดปกติ แต่ให้ทำเครื่องหมายวันที่คุณรู้ว่าเกิดจากกฎการสั่งซื้อของคุณเอง ไม่ได้เกิดจากลูกค้า
- คำนวณค่าเฉลี่ยกับจุดสูงสุด แล้วทำตารางวันที่ขาด สำหรับแต่ละระดับที่พิจารณา ให้หาวันรถที่เกินระดับนั้น ส่วนที่ตัดออกได้จะหดลงเร็วมาก และตารางจะบอกคุณว่าจุดไหน
- หาอัตรารถเสริมของจริงก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังตัดสินใจ ถามผู้ให้บริการขนส่งสองสามรายว่ารถหนึ่งวันราคาเท่าไรเมื่อแจ้งล่วงหน้าสามวันและเมื่อแจ้งล่วงหน้าหนึ่งวัน อัตราส่วนระหว่างตัวเลขนั้นกับอัตราที่ผูกไว้คือตัวเลขเดียวที่ตัดสินระดับ
- ผูกไว้ที่จุดซึ่งอัตราส่วนยังเข้าท่า ซึ่งมักอยู่ที่ค่าเฉลี่ยหรือต่ำกว่าเล็กน้อย แล้วซื้อส่วนที่เหลือเป็นวัน ๆ
- เพิ่มเรื่องความพร้อมของรถเป็นการตัดสินใจแยกต่างหาก พร้อมเหตุผลที่เขียนไว้ รถเพิ่มหนึ่งคันที่ซื้อเพราะของขาดสต๊อกแพงกว่ารถหนึ่งคันคือการตัดสินใจที่อธิบายได้ ส่วนคันที่ซื้อเพราะสัปดาห์พีคทำให้ใครบางคนตกใจนั้นอธิบายไม่ได้
- ตรวจจำนวนพนักงานขับรถกับปฏิทิน ไม่ใช่กับจำนวนรถ 294 วันต่อพนักงานขับรถหนึ่งคน และ 1.065 คนต่อรถหนึ่งคันสำหรับการทำงานสัปดาห์ละหกวัน
- ตรวจความลึกของจังหวัดคุณ ก่อนจะพึ่งการหารถเสริม นับผู้ประกอบการใกล้คุณที่ใหญ่พอจะให้ยืมรถได้ในเวลากระชั้น ถ้าคำตอบคือสองราย ต้องวางแผนอีกแบบ
และเขียนห้าเรื่องนี้ลงในข้อตกลง เพราะไม่มีข้อไหนอยู่รอดในฐานะความเข้าใจร่วมกัน
- กำลังที่ผูกไว้เป็นวันรถต่อสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นคัน พร้อมระบุว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณใช้น้อยกว่านั้น
- อัตรารถเสริมและระยะแจ้งล่วงหน้าที่อัตรานั้นใช้ ตกลงกันตอนนี้ ไม่ใช่ในเช้าวันที่ต้องใช้ บันไดที่บอกว่าการแจ้งล่วงหน้าแต่ละขั้นซื้ออะไรได้ คือบันไดเดียวกับที่ผู้ให้บริการขนส่งใช้ตั้งราคา
- สัปดาห์พีคที่ระบุชื่อได้ ซึ่งคุณรู้อยู่แล้ว เพื่อให้กำลังถูกวางแผน ไม่ใช่ถูกไล่หา
- ข้อตกลงสะสมวันหยุดประจำสัปดาห์ ทำล่วงหน้าและอยู่ในสี่สัปดาห์ ถ้าพีคของคุณคาดเดาได้และเกิดทุกเดือน
- วันทบทวน พร้อมสร้างการกระจายตัวขึ้นใหม่จากข้อมูลไตรมาสถัดไป
ตัวเลขที่ผูกไว้ซึ่งตั้งด้วยวิธีนี้จะผิดภายในหนึ่งปี เพราะรูปร่างของปริมาณงานคุณขยับ นั่นไม่เป็นไรและเป็นเหตุผลของวันทบทวน ที่ไม่โอเคคือตัวเลขที่ไม่มีใครอธิบายได้ ซึ่งป้องกันพีคที่เกิดขึ้นครั้งเดียว บนเส้นทางที่รูปแบบการจัดเส้นทางไม่เคยถูกตัดสินตั้งแต่แรก
