VWTVWT
← บทความทั้งหมด

รถบรรทุกกับน้ำท่วม: ก่อน ระหว่าง และหลังลุยน้ำ

เผยแพร่เมื่อ 14 ตุลาคม 2569 · อ่าน 2 นาที

คำแนะนำเรื่องน้ำท่วมส่วนใหญ่เขียนให้เจ้าของรถเก๋ง รถบรรทุกอยู่อีกปลายหนึ่งของปัญหา เครื่องยนต์ใหญ่กว่า ระบบเบรกลมที่มีวาล์วและคอมเพรสเซอร์ และคนขับที่ถูกสั่งให้ส่งของ บทความนี้บอกว่าคำแนะนำของไทยพูดอะไรไว้ ขาดอะไร และผู้จัดการขนส่งควรเขียนอะไรไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนน้ำมา

คำตอบสั้น ๆ

  • คำแนะนำของไทยบอกระดับน้ำสำหรับรถเก๋งและกระบะ ไม่มีสำหรับรถบรรทุก คำแนะนำของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) สองฉบับที่อ่านไม่ได้ระบุรถบรรทุกเลย ครอบคลุมรถเก๋ง กระบะ รถไฟฟ้า และจักรยานยนต์
  • ตัวเลขระดับน้ำของรถคุณอยู่ในคู่มือผู้ผลิต ขึ้นกับตำแหน่งช่องรับลม คอมเพรสเซอร์ และวาล์วเบรก ซึ่งตารางทั่วไปไม่อาจรู้
  • ถ้าไม่รู้ระดับน้ำ รถไม่เข้า เสาวัดระดับน้ำที่ทำเครื่องหมายไว้ดีกว่าการเดา
  • รถที่ลุยน้ำลึกไม่กลับไปวิ่งงานในเที่ยวถัดไป ต้องตรวจก่อน และรถเบรกลมต้องตรวจละเอียดกว่ารถเก๋ง
  • เบรกเปียกต้องไล่น้ำอย่างตั้งใจ เหยียบเบรกย้ำ ๆ เมื่อพ้นน้ำ แล้วตรวจว่าเบรกใช้ได้ก่อนวิ่งบรรทุกเต็มเที่ยวถัดไป

คำแนะนำของไทยบอกอะไร และขาดอะไร

ระดับน้ำ สิ่งที่คำแนะนำของ ขบ. บอก ชนิดรถที่ระบุ
5 ถึง 10 ซม. ผ่านได้ทุกคัน แต่ไม่ใช้ความเร็ว รถเก๋ง กระบะ
ต่ำกว่า 40 ซม. หรือไม่เกินครึ่งล้อ ขับผ่านได้อย่างช้า ๆ รถทุกชนิด
40 ถึง 60 ซม. รถเล็กควรเลี่ยง กระบะและรถใหญ่ผ่านได้โดยปิดแอร์ รถเล็ก กระบะ รถใหญ่
60 ถึง 80 ซม. อันตรายสำหรับรถทุกคัน ไม่ควรลุย รถทุกชนิด
เกิน 80 ซม. ใช้เส้นทางอื่น รถทุกชนิด

สามข้อที่ควรจำ

  • สองคำแนะนำไม่ตรงกัน ฉบับหนึ่งปี 2565 อีกฉบับปี 2567 และเกณฑ์ของรถเล็กกับกระบะใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน ให้ใช้เป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
  • ไม่มีแถวไหนเขียนว่ารถบรรทุกหรือเทรลเลอร์ "ไม่เกินครึ่งล้อ" เป็นกฎเดียวที่เขียนถึงรถทุกชนิด ส่วนสิ่งที่เสียก่อนในรถบรรทุก คือช่องรับลม คอมเพรสเซอร์ และวาล์วเบรก อยู่สูงต่ำต่างกันตามรุ่น
  • เทคนิคการขับคือส่วนที่ใช้กับรถบรรทุกได้ เกียร์ต่ำ ความเร็วคงที่ เว้นระยะมากขึ้น และเหยียบเบรกย้ำ ๆ เมื่อพ้นน้ำ ระบุไว้สำหรับรถทุกชนิด

ก่อนน้ำมา: สามข้อที่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

  1. ไม่ทราบระดับน้ำ ไม่เข้า บอกคนขับและผู้รับเหมาขนส่งว่าถ้าไม่ทราบระดับน้ำ ให้หยุด โทรหาศูนย์ควบคุม แล้วรอหรือเปลี่ยนเส้นทาง ค่าของการรอน้อยกว่าค่าเครื่องยนต์และระบบลม
  2. ระบุว่าใครตัดสินใจ ถ้าคนขับตัดสินใจคนเดียว แรงกดดันให้ส่งของจะตัดสินแทน ให้ศูนย์ควบคุมหรือผู้จัดการขนส่งมีอำนาจสั่ง "ห้ามเข้า" และเขียนไว้ในข้อตกลงกับผู้ขนส่ง ด้านสัญญาของวันน้ำท่วมอยู่ใน ฤดูน้ำท่วม: ถนนเส้นไหนในไทยปิดก่อน
  3. ขอตัวเลขจากผู้ผลิตของรถแต่ละรุ่นจากผู้ขนส่ง เก็บไว้กับทะเบียนประวัติรถ ถ้าผู้ขนส่งไม่มี ให้ถือว่าไม่ทราบระดับน้ำ และใช้ข้อ 1

ท่าขนถ่ายก็ท่วมได้ Bendix ชี้ว่าท่าขนถ่ายที่มีน้ำขังทำให้ตัวปรับระยะเบรก (slack adjuster) เสียหายได้ แม้ไม่มีใครเรียกว่าน้ำท่วม รถที่ถอยเข้าช่องจอดที่ท่วมในไซต์ของคุณจึงควรได้รับการตรวจตามด้านล่าง

ระหว่างลุยน้ำ: คนขับทำอะไร

  • เกียร์ต่ำ ความเร็วคงที่ ไม่หยุดในน้ำ ขบ. แนะนำเกียร์ต่ำและความเร็วคงที่ไม่ให้เครื่องดับ และขับช้าลงยังลดคลื่นที่กระทบรถคันอื่น
  • เว้นระยะจากคันหน้ามากขึ้น เบรกที่เปียกประสิทธิภาพลดลง ระยะหยุดจึงยาวขึ้น หน่วยงานกำกับของออสเตรเลียพูดเรื่องเดียวกันสำหรับรถใหญ่ในหน้าฝน คือระยะเบรกยาวขึ้น และเบรกต้องบำรุงรักษาดีและปรับตั้งถูกต้อง
  • ห้ามสตาร์ทซ้ำถ้าเครื่องดับในน้ำ คำแนะนำของ Isuzu สำหรับรถที่จมน้ำคือปิดกุญแจ ถอดขั้วลบแบตเตอรี่ หุ้มขั้วบวก และไม่สตาร์ท เพราะโคลนหรือเศษวัสดุอาจเข้าระบบไฟฟ้าหรือระบบไอดี การสตาร์ทอาจทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรหรือเครื่องเสียหาย Bendix เพิ่มว่าห้ามสตาร์ทถ้าน้ำเข้าคอมเพรสเซอร์หรือเครื่องอบลมแห้งทางช่องรับลม
  • เมื่อพ้นน้ำ เหยียบเบรกย้ำ ๆ และติดเครื่องเดินเบาสักครู่ ทั้งสองข้ออยู่ในคำแนะนำของ ขบ. จุดประสงค์คือไล่น้ำออกจากเบรกและเครื่องยนต์ก่อนวิ่งบรรทุกเต็ม

หลังลุยน้ำ: ตรวจสองระดับ

รถที่ข้ามน้ำตื้นกับรถที่จมอยู่ในน้ำเป็นคนละกรณี การแบ่งนี้เป็นกฎทำงานที่สรุปจากแหล่งข้อมูล ไม่ใช่มาตรฐานที่ประกาศไว้ ให้เขียนทั้งสองระดับไว้เพื่อไม่ให้คนขับต้องเดา

ระดับหนึ่ง: ขับผ่านน้ำ เบรกเปียก

  • ยืนยันว่าเบรกทำงานปกติก่อนวิ่งบรรทุกเที่ยวถัดไป
  • ตรวจน้ำมันเครื่อง น้ำมันเพลา และน้ำมันเกียร์ว่ามีน้ำปนหรือไม่ และตรวจไส้กรองอากาศ
  • ล้างโคลนและเศษวัสดุจากล้อ ใต้ท้องรถ และห้องเครื่อง และสังเกตเศษวัสดุและความเสียหายบนถนน

ข้อเหล่านี้คือรายการของผู้ผลิต คนขับทำข้อแรกได้ในลานจอด ส่วนที่เหลือควรให้ช่างทำ

ระดับสอง: รถจมอยู่ในน้ำ หรือจมทั้งคัน

รถต้องออกจากงานจนกว่าจะตรวจเสร็จ ขั้นตอนด้านล่างเป็นของ Bendix สำหรับหัวลากและเทรลเลอร์เบรกลม ตามลำดับที่ระบุ

ขั้น สิ่งที่ทำ
1. ระบุน้ำ ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถือเป็นน้ำเค็ม น้ำเค็มกัดกร่อนสูงและชะล้างสารหล่อลื่น
2. น้ำเค็ม เปลี่ยนวาล์วเบรกที่จมน้ำ และเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ ถังลม รีเลย์ ABS โมดูเลเตอร์ กระบอกเบรก และชุดเบรกที่ล้อ
3. น้ำจืด ล้างด้วยแรงดัน แต่ไม่ฉีดใส่ช่องไอเสียและชิ้นส่วนยางหรือผิวซีล ซึ่งเสียหายได้
4. ระบบลม ห้ามสตาร์ทถ้าคอมเพรสเซอร์หรือเครื่องอบลมแห้งดูดน้ำเข้า ระบายถังลม ทำเครื่องหมายและถอดขั้วต่อที่วาล์วแต่ละตัว ตรวจหาน้ำ เป่าลมแห้งผ่านท่อและวาล์ว และเปลี่ยนชิ้นที่ปนเปื้อน
5. หัวต่อลมและท่อ ตรวจหัวต่อลม (glad hand) และท่อ เพราะน้ำและสิ่งสกปรกมักเข้าระบบเบรกทางหัวต่อลมที่ไม่มีฝาครอบ
6. ปลายล้อ ตรวจน้ำในดรัมและระหว่างผ้าเบรกกับก้ามเบรก ตรวจกระบอกเบรกว่ามีน้ำ และอัดจาระบีใหม่ รวมทั้งตัวปรับระยะเบรก
7. อิเล็กทรอนิกส์ ดาวน์โหลดข้อมูลวินิจฉัยจากตัวควบคุม ABS และระบบเสถียรภาพ และตรวจขั้วต่อเทรลเลอร์
8. ก่อนใช้งาน ดันเซนเซอร์ความเร็วล้อ ABS แต่ละตัวกลับให้แนบวงแหวนวัดสัญญาณ แล้วทดสอบระบบเบรกลมและ ABS และทดสอบซ้ำภายหลัง

หนึ่งบรรทัดในรายการนี้สำคัญต่องบประมาณ ถ้าพบความชื้นหรือสิ่งปนเปื้อนที่ใดในระบบเบรกลม คำแนะนำคือเปลี่ยนชิ้นส่วนเบรกลมทั้งหมด เพราะการถอดแยกทั้งระบบเป็นวิธีเดียวที่ไล่สิ่งปนเปื้อนได้แน่นอน นั่นคือเวลาที่รถหยุดวิ่งจริงและค่าอะไหล่ ซึ่งควรอยู่ในแผนรับน้ำท่วม

ขออะไรจากผู้ขนส่ง

สำหรับรถที่เคยจมน้ำ ให้ขอบันทึกสั้น ๆ ว่าเป็นน้ำชนิดใด ลึกเท่าไร นานแค่ไหน ตรวจระดับใด ใครตรวจ และวันที่ผ่านการทดสอบเบรกกับ ABS บันทึกนี้ใช้ควบคู่กับบันทึกที่อธิบายใน วิธีดูว่าผู้ขนส่งดูแลรถบรรทุกจริงหรือไม่ และผู้ขนส่งใช้เวลาเขียนหนึ่งหน้า

จุดที่พลาดบ่อย

  • ใช้ตัวเลขระดับน้ำของรถเก๋งกับรถบรรทุก ตัวเลขของ ขบ. เขียนไว้สำหรับรถเก๋งและกระบะ
  • สตาร์ทดูว่ายังติดไหม เป็นขั้นเดียวที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ผลิตเบรกบอกว่าอย่าทำ
  • นับแต่เครื่องยนต์ ขั้นตอนของ Bendix ส่วนใหญ่เกี่ยวกับระบบเบรกลมและ ABS ไม่ใช่เครื่องยนต์
  • มองว่าน้ำจืดไม่เป็นอันตราย น้ำจืดเบากว่า แต่ Bendix ก็ยังกำหนดให้ตรวจระบบลมเหมือนกัน และน้ำที่ไม่ทราบชนิดให้ถือเป็นน้ำเค็ม
  • ไม่มีบันทึก รถที่เคยจมน้ำแล้วกลับเข้าวิ่งทันที คือคันที่จะถูกถามถึงหลังเกิดเหตุ

สัปดาห์นี้ควรทำอะไร

  1. เขียนกฎน้ำท่วมหนึ่งหน้า ด้วยสามข้อก่อนน้ำมาข้างต้น แล้วส่งให้ผู้ขนส่งและคนขับทุกคน
  2. ขอตัวเลขระดับน้ำจากผู้ผลิต ของรถรุ่นที่ผู้ขนส่งใช้บนเส้นทางของคุณ แล้วเก็บไว้
  3. ระบุคนที่สั่ง "ห้ามเข้า" ได้ พร้อมเบอร์โทรที่รับสายตอนกลางคืน
  4. กำหนดการตรวจสองระดับ และระดับไหนต้องให้ช่าง เพื่อไม่ให้ใครต้องด้นสดในวันนั้น
  5. ขอบันทึกหลังน้ำท่วมหนึ่งหน้า สำหรับรถที่จมน้ำ ก่อนจองใช้อีกครั้ง
  6. ใส่ต้นทุนการตรวจระดับสองในแผนน้ำท่วม เป็นวันที่รถหยุดวิ่งและค่าอะไหล่ เพื่อให้คิดราคาไว้ก่อนต้องใช้